ศูนย์โลกสัมพันธ์ไทย - Thai World Affairs Center

ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ
ปัญหาของเส้นทางรถไฟสายอรัญประเทศ-ปอยเปต


วัชรินทร์ ยงศิริ
นักวิจัยอาวุโสประจำสถาบันเอเชียศึกษา
จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย


ในการเดินทางมาเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการของสมเด็จอัครมหาเสนาบดีเตโช ฮุน เซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ในช่วงปลายเดือนธันวาคม 2015 ที่ผ่านมานั้น ผลของการเยือนคราวนี้ได้มีการลงนามร่วมกันในบันทึกความเข้าใจหลายฉบับ เพื่อความร่วมมือในการพัฒนาเศรษฐกิจเพื่อการก้าวเข้าสู่ประชาคมอาเซียน ในหลายความร่วมมือของทั้งสองประเทศดังกล่าวมีโครงการหนึ่งที่ทั้งรัฐบาลไทยและรัฐบาลกัมพูชามีความเห็นชอบร่วมกัน ในการเร่งผลักดันให้โครงการดำเนินบรรลุเป้าหมายให้เสร็จสมบูรณ์

ผู้เขียนพิจารณาเห็นว่าโครงการนี้มีความสำคัญไม่น้อย จึงได้นำมาศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการในบทความนี้ นั่นคือ โครงการก่อสร้างเส้นทางรถไฟสายเชื่อมต่อระหว่างอำเภออรัญประเทศในจังหวัดสระแก้ว กับกรุงปอยเปต (Poipet)* ของกัมพูชา โดยเส้นทางรถไฟสายนี้จะเชื่อมโยงจากกรุงเทพฯ ไปยังกรุงพนมเปญผ่านพื้นที่จังหวัดต่าง ๆ ของกัมพูชา ได้แก่ กรุงปอยเปต บันเตียเมียนเจย พระตะบอง โพธิสัต กำปงชนัง และมีจุดหมายปลายที่กรุงพนมเปญ

ในข้อเท็จจริงแล้ว โครงการก่อสร้างเส้นทางรถไฟเชื่อมต่ออรัญประเทศ-ปอยเปต นี้ นายกรัฐมนตรีของไทยและกัมพูชาได้เคยเจรจากันมาก่อนแล้ว เมื่อครั้งที่พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา เดินทางไปเยือนกัมพูชาเมื่อปลายเดือนตุลาคม 2014 มีการหยิบยกการพัฒนาเส้นทางคมนาคมร่วมกันขึ้นหารือ โดยเฉพาะโครงข่ายระบบราง และภายหลังการหารือทวิภาคีแล้วได้มีพิธีลงนามในบันทึกความเข้าใจถึง 3 ฉบับ ซึ่งหนึ่งในนั้น คือ การลงนามร่วมกันในบันทึกความเข้าใจว่าด้วยการเชื่อมต่อโครงข่ายเส้นทางรถไฟระหว่างสองประเทศ โดยมีสาระสำคัญดังนี้

“ทั้งสองประเทศจะร่วมกันสนับสนุนแผนยุทธศาสตร์อาเซียน ให้เอื้อต่อการขนส่งทางบกในภูมิภาค (ทั้งทางถนนและระบบราง) ให้มีประสิทธิภาพ บูรณาการความปลอดภัยและสร้างความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม โดยไทยและกัมพูชาจะจัดตั้งคณะกรรมการร่วมพัฒนาการเดินรถร่วมกัน ซึ่งความร่วมมือดังกล่าวจะไม่เกี่ยวข้องกับประเด็นด้านเขตแดนใดๆ ทั้งสิ้น แต่จะมุ่งเน้นเชื่อมต่อทางคมนาคมขนส่งของสองประเทศ”

การที่ผู้นำของไทยและของกัมพูชานำมาหารือกันอีกครั้งในการประชุมคณะรัฐมนตรีร่วมกัน จึงเท่ากับเป็นการเร่งผลักดันโครงการที่ล่าช้าให้ดำเนินการโดยเร็ว

ที่มาของโครงการก่อสร้างเส้นทางรถไฟสายนี้ เป็นส่วนหนึ่งของเส้นทางรถไฟระเบียงตะวันออก (The Eastern Corridor of the Singapore – Kunming Rail Link) ซึ่งเชื่อมจากสิงคโปร์ถึงนครคุนหมิง นับเป็นเส้นทางเชื่อมโยงที่สำคัญในการขยายการติดต่อคมนาคมระหว่างประเทศสมาชิกอาเซียน เส้นทางรถไฟสายระเบียงตะวันออกนี้ เป็นโครงการซึ่งก่อตั้งขึ้นมาโดยธนาคารเพื่อการพัฒนาแห่งเอเชีย (The Asian Development Bank) เมื่อปี 2010

การศึกษาความเป็นไปได้ในการก่อสร้างทางรถไฟเชื่อมระหว่าง ชายแดนไทยที่อรัญประเทศและชายแดนกัมพูชาที่กรุงปอยเปต ก่อนอื่นผู้เขียนขอปูพื้นฐานความเข้าใจต่อผู้อ่าน โดยแบ่งออกเป็น 2 ด้านดังนี้

ด้านประเทศกัมพูชา รัฐบาลกัมพูชามุ่งเน้นการก่อสร้างให้มีจุดเริ่มต้นทางรถไฟระยะทาง 6.5 กิโลเมตร เชื่อมระหว่างกรุงปอยเปตไปยังศรีโสภณ (เป็นชื่ออำเภอเมืองของจังหวัดบันเตียเมียนเจย) เสียก่อน ทั้งนี้มีแผนงานในการสร้างแล้วเสร็จในกลางปี 2016 เพื่อเป็นการบูรณะเส้นทางรถไฟสายเดิม ที่สร้างขึ้นตั้งแต่ยุคอาณานิคม (ซึ่งกัมพูชาเป็นอาณานิคมของฝรั่งเศส) และถูกทำลายไปในช่วงสงครามกลางเมืองในกัมพูชา

เพราะการสู้รบของกัมพูชาฝ่ายต่างๆ ทั้งสี่ฝ่ายต่างได้ฝังกับระเบิดบนทางรถไฟสายนี้เพื่อทำลายซึ่งกันและกัน ทั้งด้านกำลังพล และสกัดความช่วยเหลือจากภายนอกประเทศ ตลอดจนปิดกั้นการอพยพของประชาชน นอกจากนี้ภายหลังสงครามสงบ พื้นที่วางรางรถไฟและพื้นที่สองฝั่งของเส้นทางรถไฟในบริเวณชายแดนปอยเปต (สมัยก่อนเป็นเพียงตำบลเล็ก ๆ ในอำเภอโอโจรว จังหวัดบันเตียเมียนเจย) ยังถูกรื้อถอนทำลายจากนักธุรกิจที่ต้องการสร้างบ่อนกาสิโน ให้กลับคืนมา ต่อจากนั้น รัฐบาลกัมพูชาจึงกำหนดแผนงานก่อสร้างทางรถไฟเพื่อเชื่อมต่อไปยังชายแดนไทย

ด้านประเทศไทย รัฐบาลไทยมุ่งเน้นพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในทุกๆ ด้าน ทั้งทางบก ทางอากาศ และทางน้ำ จากคำให้สัมภาษณ์ของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ในรายการ “เดินหน้าประเทศไทย” (ประจำวันอาทิตย์ที่ 10 มกราคม 2016) ท่านรัฐมนตรีไม่ได้กล่าวเน้นถึงการก่อสร้างทางรถไฟเชื่อมโยงระหว่างอรัญประเทศกับกรุงปอยเปตแต่ประการใด กล่าวถึงเพียงการก่อสร้างเพื่อเปิดด่านใหม่ที่หนองเอี่ยนฝั่งไทย และสตึงบทในฝั่งกัมพูชา สำหรับเป็นด่านขนส่งสินค้าโดยใช้ถนน ทั้งนี้จะคงให้ด่าน (จุดผ่านแดนถาวร) คลองลึก-ปอยเปต เป็นช่องทางสัญจรของผู้คนเท่านั้น

ดังนั้น จากความเห็นชอบของรัฐบาลไทยและรัฐบาลกัมพูชา ที่จะร่วมมือกันผลักดันโครงการก่อสร้างเส้นทางรถไฟเชื่อมชายแดนระหว่างอำเภออรัญประเทศกับกรุงปอยเปตให้เกิดความก้าวหน้านั้น  ผู้เขียนขอตั้งข้อสังเกตในความเป็นไปได้สัก 2 ประการ

ประการที่ 1 เท่าที่ผู้เขียนติดตามข้อมูลโครงการสร้างทางรถไฟเชื่อมต่อชายแดนระหว่างอรัญประเทศ-ปอยเปต มาโดยตลอดนั้น ขอตั้งข้อสังเกตว่า ทั้งฝ่ายไทยและฝ่ายกัมพูชายังไม่มีแผนแม่บท (Master Plan) ของโครงการก่อสร้างทางรถไฟแต่ประการใด เพราะไม่เคยปรากฏรายละเอียดว่าจะให้เชื่อมต่อทางรถไฟที่จุดใดหรือบริเวณใด ผู้เขียนเกรงว่าโครงการสร้างทางรถไฟสายนี้จะมีปัญหา  เนื่องจากสภาพภูมิประเทศชายแดนไทย-กัมพูชาในปัจจุบัน ได้แปรเปลี่ยนไปจากเดิมเป็นอย่างมาก คงจะเป็นเรื่องยากที่จะรื้อฟื้นเส้นทางรถไฟสายเดิมซึ่งเคยเชื่อมติดต่อกันในอดีต โดยผู้เขียนขอยกขึ้นมาพิจารณาดังนี้

ด้านฝั่งไทย ทางรถไฟสายเดิมในอดีตจากสถานีอรัญประเทศ จะไปสิ้นสุดที่ชายแดนและเชื่อมต่อไปยังปอยเปตได้ แต่ในปัจจุบันทางรถไฟสายนี้ไปสิ้นสุดก่อนถึงตลาดโรงเกลือ พื้นที่รางรถไฟและพื้นที่สองข้างทางรถไฟได้ถูกกลบหายไปเนื่องจากการก่อสร้างตลาดโรงเกลือ ซึ่งเป็นตลาดการค้าชายแดนที่สำคัญมีปริมาณการค้าและมูลค่าในแต่ละปีมหาศาล เช่น ปี 2014 มูลค่า 114,465.84 ล้านบาท ปี 2015 (ม.ค.-ก.ย.) มูลค่า 93,294.65 ล้านบาท เพราะฉะนั้นผู้บริหารตลาดโรงเกลือและพ่อค้าผู้ประกอบการค้า คงไม่ยอมเสียผลประโยชน์ให้การสร้างทางรถไฟมากระทบการค้าที่คับคั่งในบริเวณนี้

ด้านฝั่งกัมพูชา เช่นเดียวกันทางรถไฟสายเดิมจากศรีโสภณมาสิ้นสุดที่ปอยเปต และมาเชื่อมต่อกับชายแดนไทย ซึ่งในปัจจุบันพื้นที่ชายแดนในกรุงปอยเปตติดชายแดนไทยมีมูลค่าสูงราวทองคำ เพราะพื้นที่รางรถไฟและพื้นที่สองข้างทางรถไฟเดิม ได้กลายเป็นที่ตั้งของบ่อนกาสิโน โรงแรม และร้านค้าไปหมดสิ้นแล้ว  ด้วยเหตุนี้จึงคาดว่าเจ้าของกาสิโน โรงแรม และร้านค้า ในฝั่งกัมพูชา คงจะไม่ยอมรื้อถอนหรือยอมให้เวนคืนที่ดินมาให้รัฐบาลกัมพูชาก่อสร้างทางรถไฟอย่างแน่นอน เพราะนั่นหมายถึงการเสียผลประโยชน์ในการทำมาหากินอย่างใหญ่หลวง

ประการที่ 2 การสร้างทางรถไฟเชื่อมต่อระหว่างอรัญประเทศกับกรุงปอยเปต ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโครงการเส้นทางรถไฟระเบียงตะวันออกนั้น สิ่งสำคัญที่จะต้องคำนึงถึงคือ มาตรฐานรางรถไฟของทั้งสองประเทศควรมาตกลงให้เป็นมาตรฐานเดียวกันเชื่อมต่อกันสนิท และวางแผนต่อไปในอนาคตด้วยว่ารถไฟจากไทยสามารถเดินรถต่อเข้าไปยังกัมพูชาได้ และเช่นเดียวกันรถไฟกัมพูชาสามารถเดินรถต่อเข้ามายังไทยได้

ด้วยเหตุดังกล่าว การที่รัฐบาลไทยจะจ้างบริษัทวิศวกรรถไฟจากประเทศหนึ่งประเทศใดมาสร้าง    ก็จะต้องคำนึงถึงมาตรฐานสากลของรางรถไฟให้เชื่อมต่อกับประเทศกัมพูชาได้ ฝ่ายรัฐบาลกัมพูชาก็เช่นเดียวกันหากจะจ้างบริษัทวิศวกรรถไฟจากจีนมาสร้าง ก็ต้องคำนึงถึงมาตรฐานสากลของรางรถไฟด้วย ซึ่งเรื่องนี้ผู้เขียนคิดว่าทั้งสองฝ่ายควรมีการประชุมหารือร่วมกัน

บทสรุปการศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการก่อสร้างทางรถไฟระหว่างอรัญประเทศ-ปอยเปต   รัฐบาลไทยและรัฐบาลกัมพูชาควรประชุมหารือร่วมกันว่า เส้นทางรถไฟสายนี้จะให้เชื่อมต่อกันที่จุดใดจึงจะเป็นที่ยอมรับของทั้งสองฝ่าย เนื่องจากในข้อตกลงร่วมกันระหว่างไทยกับกัมพูชาในการเปิดจุดผ่านแดนแห่งใหม่ เป็นเพียงการเปิดด่านและเส้นทางถนนเท่านั้น ไม่ได้หมายรวมถึงเส้นทางรถไฟแต่ประการใด นี่จึงเป็นข้อสงสัยของผู้เขียนว่าโครงการก่อสร้าง จะปรับเส้นทางรถไฟจากพื้นที่เดิมคลองลึก-ปอยเปต ไปยังบริเวณใด

สำหรับรัฐบาลไทยนั้น ผู้เขียนปรารถนาให้กระทรวงคมนาคมออกมาแถลงชี้แจง แผนงานของโครงการก่อสร้างทางรถไฟเชื่อมต่อระหว่างอรัญประเทศกับกรุงปอยเปตโดยละเอียดว่า กำหนดให้รางรถไฟไปเชื่อมต่อกับรางรถไฟฝั่งกัมพูชากันที่จุดใดหรือบริเวณใด เพื่อจะได้เห็นลู่ทางความเป็นไปได้ของโครงการทางรถไฟสายนี้

รายการอ้างอิง
ข้อมูลจากการลงพื้นที่ภาคสนามที่จุดผ่านแดนถาวร อำเภออรัญประเทศ เดือนมิถุนายน 2015.

------------------------------------

เชิงอรรถ

* การปกครองของกัมพูชาแบ่งเขตการปกครองออกเป็นจังหวัดและกรุง ทั้งนี้ ได้มีพระราชกฤษฎีกายกฐานะปอยเปตซึ่งเป็นอำเภอชายแดนขึ้นเป็นกรุง ด้วยเหตุผล เป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษชายแดนซึ่งมีจำนวนประชากรมากกว่าอำเภอ และเป็นแหล่งลงทุนของธุรกิจต่างๆ ที่สำคัญต่อเศรษฐกิจของกัมพูชา อาทิ ที่ตั้งของเขตนิคมอุตสาหกรรม ที่ตั้งของบ่อนกาสิโน และที่สำคัญเป็นจุดผ่านแดนถาวรระหว่างกัมพูชากับประเทศเพื่อนบ้าน ที่มีการติดต่อค้าขายชายแดน

Keywords : ปัญหา, เส้นทางรถไฟ, อรัญประเทศ, ปอยเปต, เชื่อมโยง, กัมพูชา-ไทย
 
28 Jan 16   



Copyright 2012
ศูนย์โลกสัมพันธ์ไทย สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ชั้น 7 อาคารประชาธิปก-รำไพพรรณี ถนนพญาไท ปทุมวัน กรุงเทพฯ 10330 โทรศัพท์ 0-2218-7463-4 โทรสาร 0-2255-1124

Thai World Affairs Center, Institute of Asian Studies, Chulalongkorn University 7th Floor, Prajadhipok-Rambhai Barni Building, Phyathai Road, Bangkok 10330, Thailand
Tel: +66 (0) 2218-7463-4 Fax: +66 (0) 2255-1124 E-mail: info@thaiworld.org Website: http://www.thaiworld.org