มาโนชญ์ อารีย์

อาจารย์ประจำคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์
มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต


ความสัมพันธ์อินเดีย-ปากีสถาน: จากปัญหาแคชเมียร์ถึงวินาศกรรม 26/11 ที่นครมุมไบ (1)
 

การก่อการร้ายที่เกิดขึ้นหลายครั้งในเมืองสำคัญๆ ของอินเดียในทศวรรษที่ผ่านมาท่ามกลางบรรยากาศของการปรับความเข้าใจระหว่างอินเดียกับปากีสถานส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างกันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ที่สำคัญคือ เป็นปัจจัยบั่นทอนความก้าวหน้าของกระบวนการเจรจาสันติภาพอินเดีย-ปากีสถาน ที่ดำเนินมาตั้งแต่ ค.ศ. 2004 ในสภาพที่ค่อนข้างเปราะบางมาก จะเห็นได้ว่าหลายครั้งต้องสะดุดชะงักหรือถูกระงับแบบไม่มีกำหนดจนเกือบจะยกเลิกในที่สุด บางครั้งร้ายแรงถึงระดับที่ทั้งสองฝ่ายขยับเข้าสู่ภาวะที่จะทำสงครามกัน สร้างความตื่นตระหนกไปทั่วโลกว่าจะเกิดสงครามนิวเคลียร์ในเอเชียใต้

ปัญหาการก่อการร้ายกับท่าทีและจุดยืนของปากีสถานในมุมมองของอินเดียเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้กระบวนการสันติภาพของทั้งสองอยู่ในสภาวะที่เปราะบาง อินเดียเชื่อว่าปากีสถานเลือกปฏิบัติต่อกลุ่มติดอาวุธต่างๆ ตามทัศนะที่แบ่งกลุ่มก่อการร้ายออกเป็นสองประเภท คือ กลุ่มก่อการร้ายที่ไม่ดี (bad terrorist) กับกลุ่มก่อการร้ายที่ดี (good terrorist) 1 โดยยึดผลประโยชน์ของชาติและการเมืองระหว่างประเทศเป็นสำคัญ นัยของกลุ่มแรกคือ กลุ่มที่เป็นภัยคุกคามความมั่นคงของปากีสถาน สหรัฐอเมริกา และพันธมิตร รวมทั้งกลุ่มที่สหรัฐฯ ขึ้นบัญชีเป็นกลุ่มก่อการร้ายสากล ส่วนกลุ่มที่สองคือ กลุ่มที่เป็นภัยคุกคามอินเดีย โดยเฉพาะกลุ่มที่ปฏิบัติการเพื่อปลดปล่อยแคชเมียร์จากการปกครองของอินเดีย นอกจากนั้น การโจมตีด้วยวาทกรรมโดยระดับผู้นำของอินเดียยังสะท้อนให้เห็นมุมมองของอินเดียต่อนโยบายของปากีสถานอย่างชัดเจน เช่น การที่ ดร. มันโมฮัน ซิงห์ (Manmohan Singh) นายกรัฐมนตรีอินเดียกล่าวว่า “ปากีสถานใช้กลุ่มก่อการร้ายเป็นเครื่องมือของนโยบายรัฐ”2 เป็นต้น

สถานการณ์ความเป็นไปเช่นนี้ สะท้อนให้เห็นถึงอิทธิพลของการก่อการร้ายสมัยใหม่ ในบริบทของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและภัยคุกคามสันติภาพต่อภูมิภาคเอเชียใต้และต่อโลกโดยรวมซึ่งมีกลุ่มติดอาวุธต่างๆ ทั้งกลุ่มอิสระและกลุ่มเครือข่ายเป็นตัวแสดงสำคัญที่กำลังขยายฐานปฏิบัติการและขีดความ สามารถในการก่อเหตุรุนแรงในอินเดียกับจุดมุ่งหมายที่หลากหลาย หนึ่งในนั้น คือเพื่อขัดขวางและทำลายกระบวนการสันติภาพอินเดีย-ปากีสถานไปพร้อมๆกับความสัมพันธ์ของทั้งสองประเทศ อย่างไรก็ตาม แม้อินเดียและปากีสถานจะตระหนักดีถึงกุศโลบายดังกล่าว แต่การขาดความไว้วางใจและความเข้าใจซึ่งกันและกัน ส่งผลให้เกิดความตึงเครียดบ่อยครั้งหลังเกิดเหตุก่อการร้ายครั้งใหญ่ๆ �หนึ่งในกรณีสำคัญคือวินาศกรรมที่นครมุมไบ (Mumbai) ในวันที่ 26 พฤศจิกายน ค.ศ. 2008 �ซึ่งอินเดียเชื่อว่าเป็นฝีมือของกลุ่มลัชการ์ อี ตอบบา (Lashkar e Taiba: LeT) ที่ได้รับการสนับสนุนจากทางการปากีสถาน เหตุการณ์ดังกล่าวและผลกระทบที่ตามมาในมิติความสัมพันธ์ระหว่างประเทศเป็นอีกกรณีศึกษาที่น่าสนใจภายใต้บริบทใหม่ของสิ่งแวดล้อมทางการเมืองภายในและระหว่างประเทศของทั้งสองฝ่าย โดยเฉพาะปัจจัยความเกี่ยวเนื่องกับอิทธิพลมหาอำนาจในสงครามต่อต้านการก่อการร้าย ประเด็นสำคัญคือเป็นเครื่องชี้วัดความสำเร็จของกระบวนการสันติภาพฯ และความพยายามในการสร้างมาตรการเพื่อให้เกิดความไว้วางใจ (Confident Building Measures) ของทั้งสองประเทศ

เพื่อให้เห็นภาพรวมของอิทธิพลกลุ่มติดอาวุธ และผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างอินเดียกับปากีสถาน ผู้เขียนจึงเลือกศึกษาบทบาทของกลุ่ม LeT ผ่านกรณีวินาศกรรม 26/11 ความสัมพันธ์ก่อนและหลังวินาศกรรมการก่อการร้ายที่นครมุมไบ โดยเฉพาะการเชื่อมโยงปัญหาการก่อการร้ายในอินเดียและกลุ่มติดอาวุธในปากีสถานกลับไปสู่รากเหง้าใจกลางของปัญหาความสัมพันธ์ของทั้งสองประเทศตลอด 6 ทศวรรษที่ผ่านมา

กรณีพิพาทเหนือดินแดนแคชเมียร์ ใจกลางปัญหาความสัมพันธ์อินเดีย-ปากีสถาน กับการปรากฏขึ้นมาของกลุ่มติดอาวุธต่างๆ ตามแนวชายแดน

การกำเนิดขึ้นเป็นประเทศเอกราชใน ค.ศ. 1947 ของอินเดียและปากีสถาน เป็นผลผลิตมาจากทฤษฎี 2 ชาติ (two nation theory) บนพื้นฐานความแตกต่างทางด้านศาสนาและชาติพันธุ์ โดยปากีสถานถูกออกแบบให้เป็นมาตุภูมิของมุสลิมในเอเชียใต้ ถึงแม้ฮินดูกับมุสลิมจะมีปัญหาความขัดแย้งกันมาก่อนที่จะแยกประเทศ ไม่ว่าจะด้วยความแตกต่างทางความเชื่อหรือเหตุผลทางการเมือง แต่ประเด็นนี้ก็ไม่น่าจะมีน้ำหนักพอที่จะเป็นสาเหตุหลัก หรือเป็นตัวกำหนดที่ทำให้ความสัมพันธ์ของทั้ง 2 ประเทศบาดหมางกันเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน แต่ในสภาพการณ์ที่ผ่านมานับตั้งแต่ได้รับเอกราชพบว่าใจกลางของปัญหาความขัดแย้งอินเดียกับปากีสถานคือ ปัญหาความขัดแย้งเหนือดินแดนแคชเมียร์ (Kashmir) ที่ทั้งสองต่างอ้างกรรมสิทธิ์ครอบครอง จนเป็นชนวนให้เกิดสงครามระหว่างกันอย่างเต็มรูปแบบถึง 3 ครั้ง (ค.ศ. 1947-1948, 1965, 1971) และการปะทะกันครั้งย่อยๆ ตามแนวชายแดนอีกหลายครั้ง โดยเฉพาะกรณีคาร์กิล (Kargil War) ใน ค.ศ. 1999 ที่บางคนมองว่าเป็นสงครามอีกครั้งหนึ่ง

จากใจกลางความขัดแย้งดังกล่าว ปฏิเสธไม่ได้ว่าเป็นปัญหาที่ก่อไว้โดยเจ้าอาณานิคมคืออังกฤษที่ปกครองอินเดียในขณะนั้น ซึ่งดำเนินกระบวนการที่ขาดความเหมาะสม ทั้งในทางนโยบายและขั้นตอนของการแบ่งแยก โดยเฉพาะเมื่อย้อนกลับไปดูสนธิสัญญาอัมริตสาร์ (Treaty of Amritsar ค.ศ. 1846) ที่สรุปความว่า อังกฤษขายดินแดนแคชเมียร์ให้กับราชากุหลาบ ซิงห์ (Raja Gulab Singh) อัครมหาบดีจากตระกูลโดกรา (Dogra) แห่งที่ราบจัมมู (Jammu) [ซึ่งต่อมาแคชเมียร์ได้ถูกผนวกเข้ากับจัมมูเป็นอาณาเขตที่เห็นในปัจจุบัน] ทำให้มุสลิมซึ่งเป็นประชากรส่วนใหญ่ในแคชเมียร์ถูกปกครองอย่างกดขี่ข่มเหงจนต้องลุกขึ้นมาต่อต้านการปกครองในเวลาต่อมา

เมื่อสงครามโลกครั้งที่ 2 สิ้นสุดลง ซึ่งเป็นเงื่อนไขหนึ่งที่ทำให้กระบวนการเรียกร้องอิสรภาพของอินเดียเป็นผล ปัญหาแคชเมียร์เกิดขึ้นเมื่อรัฐสภาอังกฤษผ่านกฎหมายมอบเอกราชแก่อินเดีย (Indian Independence Act) ในเดือนกรกฎาคม ค.ศ. 1947 โดยกำหนดให้แบ่งอนุทวีปออกเป็นประเทศอินเดียและปากีสถาน� โดยยึดหลักการการเข้าร่วมกับประเทศใดประเทศหนึ่ง ต้องพิจารณาถึงความต้องการของประชาชนส่วนใหญ่ ความเชื่อมโยงกันด้านภูมิศาสตร์และชาติพันธุ์� เพราะฉะนั้น รัฐอิสระในขณะนั้นทั้ง 565 รัฐ� จึงมีสิทธิที่จะเลือกเข้าร่วมกับอินเดียหรือปากีสถานหรือดำรงไว้ซึ่งความเป็นรัฐอิสระ� อย่างไรก็ตาม ทางเลือกสำหรับการดำรงไว้ซึ่งความเป็นรัฐอิสระเป็นไปได้ยากตามเงื่อนไขที่ตั้งไว้ อีกทั้งนครรัฐต่างๆ ได้ถูกเกลี้ยกล่อมไว้ก่อนแล้ว ทั้งหมดจึงถูกบีบให้ตัดสินใจเข้าร่วมกับประเทศใดประเทศหนึ่งหรือด้วยการทำข้อตกลงดุษณียภาพกับอินเดียและปากีสถาน ในจำนวน 565 รัฐนี้ ทุกรัฐไม่มีปัญหาในการตัดสินใจ เนื่องจากมีความต้องการสอดคล้องกันระหว่างผู้ปกครองกับผู้อยู่ใต้การปกครองตามแผนการแบ่งแยก (Partition Plan) ยกเว้น 3 รัฐ ได้แก่ รัฐจัมมูและแคชเมียร์ �ไฮเดอราบัด (Hyderabad) และ ญูนากาดท์ (Junagadh)3

ในกรณีของจัมมูและแคชเมียร์ซึ่งประชากรส่วนใหญ่เป็นมุสลิม แต่ผู้ปกครองเป็นมหาราชาชาวฮินดู �ดังนั้น คนส่วนใหญ่จึงต้องการเข้าร่วมกับปากีสถานมากกว่าอยู่ภายใต้การปกครองของมหาราชาหรือรัฐบาลอินเดีย� แต่มหาราชา ฮารี ซิงห์ (Hari Singh) กลับตัดสินใจผนวกแคชเมียร์เข้ากับอินเดีย โดยไม่คำนึงว่าแคชเมียร์มีประชากรส่วนใหญ่เป็นชาวมุสลิม ด้วยเหตุนี้จึงเป็นจุดเริ่มต้นของปัญหาต่างๆ ที่เชื่อมโยงกันในแคชเมียร์ ไม่ว่าจะเป็นปัญหาความสัมพันธ์กับอินเดียปากีสถาน ปัญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชนในแคชเมียร์ ปัญหากลุ่มติดอาวุธ และปัญหาการพัฒนาทางเศรษฐกิจและสังคม ปากีสถานนอกจากจะปฏิเสธความชอบธรรมในการผนวกดินแดนแคชเมียร์เข้ากับอินเดียยังเคลื่อนไหวสนับสนุนการปลดปล่อยแคชเมียร์ออกจากอินเดีย ทั้งด้วยการเผชิญหน้าในทางตรงและการวิ่งเต้นในเวทีระหว่างประเทศ โดยเฉพาะในองค์การสหประชาชาติ (UN)

การผนวกแคชเมียร์เข้ากับอินเดียทำให้เกิดความไม่พอใจอย่างมากต่อปากีสถานและชาวแคชเมียร์ ทั่วไป จนนำไปสู่การทำสงครามกันตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน ค.ศ. 1947 และยุติลงอย่างเป็นทางการในเดือนธันวาคม ค.ศ. 1948 หลังจากทั้งสองฝ่ายยอมรับในมติหยุดยิงของสภาความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (United Nations Security Council: UNSC) การต่อสู้ครั้งนี้จึงถือเป็นสงครามครั้งแรกระหว่างอินเดียกับปากีสถาน การยอมรับในมติดังกล่าวทำให้มีการกำหนดเส้นแนวหยุดยิง (cease-fire line) ซึ่งต่อมาเป็นที่ยอมรับและเรียกกันว่า “แนวเส้นควบคุม” (Line of Control : LOC)4 ภายใต้การดูแลของกลุ่มสังเกตการณ์ทางทหารแห่งสหประชาชาติกรณีอินเดียและปากีสถาน (United Nations Military Observer Group for India and Pakistan)

ปากีสถานประณามอินเดียในการใช้กำลังยึดครองแคชเมียร์ และกล่าวหากระบวนการผนวกแคชเมียร์เข้ากับอินเดียว่าเกิดขึ้นเพราะ “กลโกงและความรุนแรง” และเพื่อยุติปัญหาต่างๆ ปากีสถานเรียกร้องให้อินเดียถอนกำลังทหารทั้งหมดออกจากแคชเมียร์ และจัดการลงประชามติโดยเร็วที่สุดภายใต้การควบคุมของสหประชาชาติ

ในวันที่ 21 เมษายน ค.ศ. 1948 UNSC ได้ผ่านมติเรียกร้องให้ทั้งสองฝ่าย ยอมรับในแนวทางการแก้ไขปัญหาแคชเมียร์โดยวิถีประชาธิปไตย ด้วยการลงประชามติอย่างอิสระและเป็นกลาง ซึ่งทั้งสองฝ่ายก็ตกลงตามมติดังกล่าว5 รัฐบาลอินเดียและปากีสถานต่างตกลงตามมติดังกล่าว ซึ่งทำให้ข้อตกลงหยุดยิงมีผลตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ค.ศ. 1949� อย่างไรก็ตามจนกระทั่งปัจจุบัน มติดังกล่าวก็ยังไม่ได้ถูกดำเนินการและค่อยๆ ถูกลืมไป ซึ่งทำให้ความขัดแย้งอินเดียและปากีสถานเพิ่มพูนขึ้นเรื่อยๆ จนกลายเป็นคู่ปรปักษ์และได้ทำสงครามระหว่างกันอีกใน ค.ศ. 1965 และ 1971 รวมทั้งการปะทะกันในค.ศ.1999 ที่คาร์กิล สร้างความวิตกกังวลไปทั่วโลกภายใต้สถานภาพใหม่ทางด้านแสนยานุภาพทางทหารที่ต่างฝ่ายต่างมีอาวุธนิวเคลียร์ในครอบครอง

จากปัญหาความขัดแย้งเหนือดินแดนแคชเมียร์ และความรู้สึกว่าไม่ได้รับความเป็นธรรมของชาวแคชเมียร์ ความรู้สึกสิ้นหวังกับมติ UN ว่าด้วยการลงประชามติ ทำให้เกิดกลุ่มขบวนการติดอาวุธขึ้นมามากมาย โดยเฉพาะหลังการเลือกตั้งในแคชเมียร์ใน ค.ศ. 1989 ที่เต็มไปด้วยกลโกงทุกรูปแบบ ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญของความรุนแรงอันเกิดจากกลุ่มต่างๆ ที่ละทิ้งหนทางทางการเมืองมาจับอาวุธเพื่อปลดปล่อยแคชเมียร์ออกจากการปกครองของอินเดีย โดยเรียกตัวเองว่านักรบเพื่ออิสรภาพ หรือตั้งชื่อกลุ่มไปเชิงของการต่อสู้ในทางศาสนาและความไม่ยุติธรรม แต่ด้วยเหตุผลทางการเมืองและวิธีการในการต่อสู้ หลายกลุ่มจึงถูกจัดให้เป็นกลุ่มก่อการร้าย โดยเฉพาะจากอินเดียและสหรัฐฯ

อินเดียกล่าวหามาตลอดว่าทางการปากีสถานให้การสนับสนุน “การก่อการร้ายข้ามแนวชายแดน” (cross-border terrorism) และกลุ่มกบฏแบ่งแยกดินแดนในแคชเมียร์ ทั้งในด้านอาวุธและการฝึกซ้อม ในขณะที่ปากีสถานยืนยันว่าให้การสนับสนุนทางใจและด้านการทูตเท่านั้น ซึ่งปากีสถานเรียกกลุ่มเหล่านี้ว่า “นักรบเพื่ออิสรภาพ” (freedom fighters) ผู้ต่อต้านการปกครองของอินเดีย ปัจจุบันมีกลุ่มองค์กรที่เคลื่อนไหวปลดปล่อยแคชเมียร์ตามแนวชายแดนอินเดียปากีสถานมากกว่า 30 กลุ่ม6 กลุ่มเหล่านี้มีทั้งที่ติดอาวุธและไม่ติดอาวุธ บางกลุ่มถูกจัดหรือเรียกว่ากลุ่มก่อการร้าย บางกลุ่มถูกเรียกว่ากลุ่มมุสลิมหัวรุนแรง ขึ้นอยู่กับมุมมองของรัฐบาลแต่ละประเทศที่แตกต่างกัน โดยอิงกับผลประโยชน์และระดับภัยคุกคามในลักษณะที่แตกต่างกัน ทั้งนี้จากทศวรรษ 1990 เป็นต้นมา กลุ่มที่มีบทบาทสำคัญในการเคลื่อนไหวมากที่สุดคือกลุ่ม LeT ซึ่งถูกทางการอินเดียกล่าวหาว่าอยู่เบื้องหลังเหตุก่อการร้ายหลายครั้งในอินเดียรวมทั้งวินาศกรรม 26/11

กลุ่ม LeT ถูกสหรัฐฯขึ้นบัญชีเป็นองค์กรก่อการร้ายข้ามชาติมาตั้งแต่เดือนธันวาคม ค.ศ. 2001 หลังจากทางการอินเดียยืนยันว่ากลุ่ม LeT มีส่วนเกี่ยวพันกับการก่อเหตุโจมตีอาคารรัฐสภาในกรุงนิวเดลี (New Delhi) เมื่อวันที่ 13 ธันวาคม ค.ศ. 2001 เหตุการณ์นี้ทำให้อินเดียระดมทหารจำนวนมหาศาลเข้าประชิดชายแดนปากีสถาน ด้านปากีสถานเองก็ส่งทหารเข้าไปตั้งรับจำนวนมาก ทำให้ใน ค.ศ.2002 มีทหารทั้งจากอินเดียและปากีสถานยืนประจัญบานกันตามแนวชายแดนราว 1 ล้านคน ซึ่งเป็นสถานการณ์ที่นักวิเคราะห์มองว่าเข้าใกล้สงครามมากที่สุดนับตั้งแต่สงครามในปี 1971 และทำให้สหรัฐฯวิตกว่าจากสงครามธรรมดา (conventional war) จะยกระดับเป็นการเผชิญหน้ากันด้วยอาวุธนิวเคลียร์ (nuclear confrontation) 7

กรณีดังกล่าวสะท้อนถึงอีกมิติหนึ่งของความสัมพันธ์ระหว่างอินเดียกับปากีสถานว่าด้วยอิทธิพลของกลุ่มติดอาวุธ ความเชื่อมโยงของปัญหาการก่อการร้ายและกรณีพิพาทเหนือดินแดนแคชเมียร์กับผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ �ซึ่งเป็นลักษณะเฉพาะที่ดำเนินมาเป็นเวลาหลายทศวรรษ ในปัจจุบัน แม้ตัวแสดงที่เกี่ยวข้องสัมพันธ์กับปัญหานี้จะเป็นตัวแสดงเดิมๆ และเป็นปัญหาที่วนไปเวียนมาในลักษณะซ้ำๆ �หนักบ้างเบาบ้าง แต่ปัญหาสำคัญอยู่ที่บทบาทและอิทธิพลที่เพิ่มขึ้นของตัวแสดงที่ไม่ใช่รัฐ กลุ่มติดอาวุธใน��� แคชเมียร์ โดยเฉพาะกลุ่ม LeT ที่เคลื่อนไหวต่อต้านอินเดียมายาวนาน

Lashkar-e-Taiba กลุ่มติดอาวุธและตัวแสดงสำคัญในความสัมพันธ์อินเดีย-ปากีสถาน

LeT เป็นกลุ่มหนึ่งที่ถูกขึ้นบัญชีกลุ่มก่อการร้าย ซึ่งรัฐบาลอินเดียกล่าวหาว่าได้รับการสนับสนุนจากหน่วยข่าวกรอง ISI ของปากีสถานเพื่อปฏิบัติการในแคชเมียร์ในเขตปกครองของอินเดีย นักวิเคราะห์เชื่อว่ากลุ่มนี้ยังเคลื่อนไหวอย่างเสรีในปากีสถานภายใต้ชื่อต่างๆ และได้กลายเป็นองค์กรก่อการร้ายสากลไปแล้วในปัจจุบัน

LeT หรือ “กองทัพแห่งความชอบธรรม” (Army of The Rightenous) ปรากฏครั้งแรกในฐานะปีกทางการทหารขององค์กรนิยมอิสลามในปากีสถานชื่อ “มาร์กัซ อัด ดาวะห์ วัล อิรส์ฮาด” (Markaz-ad- Dawa- wal- Irshad: MDI) MDI ก่อตั้งขึ้นมาในค.ศ. 1986 โดยอาจารย์ด้านอิสลามศึกษาชาวปากีสถาน 2 คน คือ อาฟิส มูฮัมมัด ซาอิด (Hafiz Muhammad Saeed) และ ซาฟัร อิคบาล (Zafar Iqbal) มีศูนย์กลางการทำงานอยู่ในเมืองมูริดเก (Muridke) ใกล้กับเมืองลาฮอร์ (Lahore) เป็นกลุ่มที่มีส่วนสนับสนุนสำคัญต่อกลุ่มตอลิบันในสงครามอัฟกานิสถานนับตั้งแต่ค.ศ. 1986 เป็นต้นมา และได้สร้างค่ายฝึกซ้อมการรบขึ้น 2 แห่ง แห่งแรกเรียกว่า Muaskar-e-Taiba ในเมืองปักเตีย (Paktia) บริเวณชายแดนอัฟกานิสถาน-ปากีสถาน แห่งที่สองเรียกว่า Muaskar-e-Aqsa ในเมืองคูนาร์ (Kunar) ในอัฟกานิสถาน8 � เป้าหมายหลักในระยะแรก คือการสนับสนุนการต่อสู้ของกลุ่ม “อัฟกันมุญาฮีดีน” (Afgan mujahideen) ในการต่อต้านโซเวียต ต่อมาหลังสงครามอัฟกันสิ้นสุดลง เป้าหมายของ LeT จึงมุ่งไปที่การทำสงครามศาสนา (Jihad) เพื่อปลดปล่อยแคชเมียร์จากการยึดครองของอินเดีย

ในค.ศ. 1993 MDI แบ่งกิจกรรมออกเป็น 2 ด้านหลัก และแยกส่วนการปฏิบัติการขององค์กรอย่างชัดเจน กล่าวคือ MDI ดำเนินงานด้านการเผยแพร่ศาสนาและงานด้านการศึกษาต่อไป ในขณะที่ LeT ทำหน้าที่เป็นปีกทางการทหาร โดยเชื่อกันว่าได้รับการสนับสนุนทางการเงินจากหน่วยข่าวกรอง ISI อีกทั้งนักวิเคราะห์ยังเชื่อว่า LeT เป็นตัวแทนหน่วยงานดังกล่าว9 ในช่วงต้นทศวรรษ 1990 ขอบเขตการปฏิบัติการของ LeT ส่วนใหญ่ จะจำกัดอยู่ในแคชเมียร์ในเขตปกครองของอินเดีย นักวิเคราะห์เชื่อว่า LeT ปฏิบัติตามคำสั่งของ ISI ที่ให้พุ่งเป้าโจมตีชาวฮินดูในจัมมูและแคชเมียร์ และฝึกซ้อมด้านอาวุธให้กับกลุ่มมุสลิมสุดโต่งในอินเดีย ครั้งหนึ่งกลุ่ม LeT อ้างว่ามีสมาชิกใต้บังคับบัญชากว่า 5 หมื่นคน นับตั้งแต่ปลายทศวรรษเป็นต้นมา LeT ได้ขยายเป้าหมายโจมตีเข้าไปยังเมืองสำคัญๆ ในอินเดียหลายแห่ง อาทิ ไฮเดอราบัด (Hyderabad) มุมไบ (Mumbai) จัยปูร์ (Jaipur) บังกาลอร์ (Bangalore) อะห์เมดาบัด (Ahmedabad) ����รวมทั้งเมืองหลวงนิวเดลี

จากเอกสารหลายชิ้นของ LeT ที่เผยแพร่มาตั้งแต่อดีต ทำให้นักวิเคราะห์เชื่อว่านอกจากการต่อสู้เพื่อปลดปล่อยแคชเมียร์แล้ว เป้าหมายสำคัญของ LeT คือการสถาปนารัฐอิสลามหรือระบบ caliphate ขึ้นในเอเชียใต้อีกด้วย

LeT มียุทธวิธีการโจมตีเป้าหมายซึ่งเน้นทั้งปริมาณและคุณภาพ ปฏิบัติการของกลุ่มนี้บ่อยครั้งถูกมองอย่างเข้าใจผิดว่า เป็นการ “โจมตีแบบพลีชีพหรือเจตนาฆ่าตัวตาย” (suicide operations) แต่โดยลักษณะการก่อเหตุในตัวของมันเองและโดยเป้าหมายของตัวผู้ลงมือนั้น จะพบว่าไม่ใช้ยุทธการโจมตีแบบเจตนาฆ่าตัวตาย แต่จะเป็นการต่อสู้แบบเฟดายีน(fedayeen) 10 ซึ่งใช้หน่วยจู่โจมที่ได้รับการฝึกฝนมาเป็นอย่างดีในการเผชิญหน้ากับกลุ่มเป้าหมายและยึดหลักการ “สู้จนตัวตาย” แต่จะไม่ยอมถูกจับกุมเด็ดขาด โดยจะเลือกปฏิบัติการณ์ในสถานการณ์ที่ประเมินแล้วว่าตัวเองมีโอกาสรอด ในขณะเดียวกันก็ยึดหลักคุ้มค่ากับความสูญเสียของศัตรู เพราะฉะนั้นเจตนารมณ์ของหน่วยจู่โจม LeT ในการโจมตีจึงไม่ใช่การฆ่าตัวตาย แต่จะสังหารฝ่ายตรงข้ามให้มากที่สุดและหาทางรอด11 � ด้วยลักษณะเป้าหมายและยุทธศาสตร์ดังกล่าวจึงทำให้กลุ่มนี้เป็นที่รู้จักในเอเชียใต้

แม้ LeT และกองทัพปากีสถานจะมีการประสานงานกันอย่างใกล้ชิดตั้งแต่แรกเริ่ม แต่จุดเชื่อมโยงที่แนบแน่นซึ่งถูกจับตาจากนักสังเกตการณ์ทั้งในและนอกประเทศ คือการประสานความร่วมมือในยุทธการบุกยึดพื้นที่เขตภูเขาที่คาร์กิลในระหว่างเดือน พฤษภาคม - กรกฎาคม ค.ศ. 1999 โดยกลุ่ม LeT รับผิดชอบจัดส่งกำลังพลหรือนักรบมุญาฮีดีนเข้าสนับสนุน เหตุการณ์นี้ทำให้เกิดการปะทะกันอย่างรุนแรง และทำให้บรรยากาศความสัมพันธ์อินเดียปากีสถานตึงเครียดมากที่สุดในรอบทศวรรษ อินเดียส่งกองทัพขนาดใหญ่เพื่อยึดพื้นที่คืน ทั้งกองทัพอากาศและกองพันทหารปืนใหญ่ถูกบัญชาให้ปฏิบัติการต่อต้านกองทัพปากีสถาน การปะทะกันทำให้ทหารปากีสถานหลายร้อยคนเสียชีวิต เมื่อสถานการณ์ส่อเค้าหนักขึ้นประชาคมระหว่างประเทศจึงร่วมกันกดดันปากีสถานให้เจรจาหยุดยิงกับอินเดียและถอนกำลังออกจากคาร์กิล ทั้งนี้ในระหว่างที่วิกฤตนี้กำลังดำเนินอยู่นั้น มีความเคลื่อนไหวในปากีสถานในบางด้านที่สะท้อนภาพความสัมพันธ์ระหว่าง LeT กับรัฐบาลปากีสถาน เมื่อฮาฟิส มูฮัมมัด ซาอีด หัวหน้า LeT และผู้ก่อตั้งองค์กรเผยแพร่ศาสนาญามาอัต ตุด ดาวะห์ (Jamaat-ud-Dawah) นำการเดินขบวนในกรุงอิสลามาบัด (Islamabad) และประกาศว่า “เยาวชนของเขากำลังทำภารกิจที่ยิ่งใหญ่อยู่ที่คาร์กิล” ในขณะเดียวกันรัฐบาลปากีสถานเองก็สนับสนุนการกล่าวอ้างของ LeT 12� เมื่อวิกฤตคาร์กิลผ่านพ้นไป พลเอกมุชาร์ราฟ ผู้บัญชาการทหารสูงสุดและผู้สั่งการในการต่อสู้ที่คาร์กิล ได้ก่อรัฐประหารยึดอำนาจจากนายนาวาช ชารีฟ (Nawaz Sharif) ในเดือนตุลาคม ซึ่งเป็นไปตามคาดว่าจากความร่วมมือระหว่างกองทัพกับกลุ่ม LeT ในวิกฤตคาร์กิล ทำให้มุชาร์ราฟได้รับการยอมรับจากกลุ่ม LeT ในการขึ้นมามีอำนาจในปากีสถาน13 และเป็นประเด็นสำคัญที่ทำให้อินเดียเชื่อว่า LeT ได้รับการสนับสนุนอย่างดีจากทางการปากีสถาน โดยเฉพาะกองทัพและหน่วยข่าวกรองมาโดยตลอด ในสมัยการดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีของพลเอกมุชาร์ราฟ

ภายใต้แรงกดดันจากสหรัฐฯ หลังเหตุวินาศกรรมก่อการร้าย 9/11 ค.ศ. 2001 ที่นครนิวยอร์คและวอชิงตัน และแรงกดดันจากอินเดียหลังเหตุโจมตีอาคารรัฐสภาในกรุงนิวเดลีในวันที่ 13 ธันวาคม ค.ศ. 2001 ทำให้มุชาร์ราฟตัดสินใจประกาศในเดือนมกราคม ค.ศ. 2002 ให้กลุ่ม LeT เป็นกลุ่มต้องห้าม ซึ่งเกิดขึ้นไม่นานหลังสหรัฐฯเพิ่มกลุ่ม LeT ในบัญชีรายการองค์กรก่อการร้ายต่างชาติ (Foreign Terrorist Organizations List) เพราะอ้างว่ามีสมาชิก LeT เชื่อมโยงกับการก่อวินาศกรรม 9/11 เช่นเดียวกันในกรณีการโจมตีอาคารรัฐสภาในกรุงนิวเดลี อินเดียมั่นใจว่าเป็นฝีมือของกลุ่ม LeT แม้ว่า LeT จะยืนยันปฏิเสธความรับผิดชอบกับเหตุการณ์นี้ก็ตาม เหตุการณ์นี้สร้างความตึงเครียดระหว่างอินเดีย-ปากีสถานจนเกือบจะทำสงครามกัน อินเดียระดมทหารกว่า 7 แสนนายเข้าประชิดชายแดนปากีสถานและขู่จะทำสงครามหากปากีสถานไม่หยุดยั้งกลุ่มติดอาวุธที่แทรกซึมเข้ามาตามแนวพรมแดน ปากีสถานเองก็เตรียมตอบโต้อินเดียทันทีหากถูกโจมตี ปากีสถานระดมกำลังทหารเข้าประชิดชายแดนอินเดียเช่นกัน จนกระทั่งสหรัฐฯต้องเข้ามากดดันปากีสถานให้ดำเนินการกับกลุ่มติดอาวุธต่างๆในปากีสถานรวมทั้ง LeT โดยสหรัฐฯยอมรับเป็นครั้งแรกว่ามีการเชื่อมโยงกันระหว่างกลุ่มติดอาวุธในแคชเมียร์กับทางการปากีสถาน การดำเนินการของปากีสถานต่อกลุ่มติดอาวุธภายใต้แรงกดดันของสหรัฐฯโดยเฉพาะการจับกุมตัวนายฮาฟิส มูฮัมมัด ซาอีด (21 ธันวาคม ค.ศ. 2001 – 31 มีนาคม ค.ศ. 2002 หลังจากนั้นถูกกักบริเวณอีกหลายครั้ง) ทำให้สถานการณ์ความตึงเครียดอินเดีย-ปากีสถานคลายตัวลง

แม้จะถูกสั่งห้าม แต่ปรากฏว่า LeT ยังสามารถดำเนินกิจกรรมได้เกือบจะเป็นปรกติทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นการคัดเลือกและฝึกซ้อมนักรบ การระดมทุน เป็นต้น ที่สำคัญคือรัฐบาลปากีสถานถูกตั้งข้อสังเกตว่าไม่พยายามจัดการกับกลุ่ม LeT อย่างจริงจัง รัฐบาลทำเพียงจำกัดขอบเขตการเคลื่อนไหวของแกนนำกลุ่มเท่านั้น ในขณะที่สมาชิกระดับปฏิบัติการถูกแนะให้เก็บตัวหรือไม่ก็เคลื่อนไหวอยู่เบื้องหลัง ทั้งนี้ ไม่นานหลังถูกสั่งห้ามโดยรัฐบาลปากีสถาน ในกลางปีค.ศ. 2002 LeT ได้ปรับยุทธศาสตร์โครงสร้างและเปลี่ยนผู้นำกลุ่มให้สอดคล้องกับสถานการณ์ กลุ่ม MDI กลับไปใช้ชื่อเคลื่อนไหวในนามองค์กร JuD ซึ่งเป็นองค์กรการกุศลเน้นการเผยแพร่ศาสนา JuD เริ่มทำงานทางสังคมมาตั้งแต่ ค.ศ.1985 ที่เมืองลาฮอร์ ก่อตั้งโดยฮาฟิส มูฮัมมัด ซาอีด

การเคลื่อนไหวในนามองค์กรนี้ ฮาฟิสยืนยันว่าเขาและ JuD ไม่มีความเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับ LeT อีกแล้ว ส่วนผู้นำอย่างเป็นทางการของ LeT คือ อับดุล วาฮีด แคชเมียรี (Abdul Wahid Kashmiri) หนึ่งในแกนนำคนสำคัญของ LeT อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์มองว่าฮาฟิส ยังเป็นผู้นำสูงสุดและมีอำนาจเด็ดขาดใน LeT เช่นเดียวกับฝ่ายข่าวกรองอินเดียที่เชื่อว่า การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวเป็นเพียงการพรางตัวเพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นตามมาหลังถูกมาตรการสั่งห้ามในประเทศ14 K. Alan Kronstadt ผู้เชี่ยวชาญด้านเอเชียใต้ เขียนในรายงาน Congressional Research Service ว่า ปัจจุบัน LeT ได้กลายชื่อมาเป็น JuD15

JuD ทำงานสังคมหลายด้านทั้งการบริการสถานศึกษา โรงพยาบาลและรถพยาบาลฉุกเฉินใน 73 เมืองทั่วประเทศ ฮาฟิส ซาอีด เปิดเผยการทำงานในระหว่างปี ค.ศ. 2007 ว่า “ได้ให้การรักษาผู้ป่วยกว่า 6 พันคน ให้การศึกษาเด็ก 3 หมื่น 5 พันคน บริการฉีดวัคซีนป้องกันโรคตับอักเสบกว่า 8 แสนเข็ม” เมื่อ LeT หรืออย่างน้อยผู้นำกลุ่มหันมาเน้นงานด้านสังคมในนาม JuD ทำให้อาอีซะห์ ซิดดีกี (Ayesha Siddiqi ) นักวิเคราะห์ชาวปากีสถานเปรียบตัวแบบโครงสร้างการทำงานของ JuD ว่า เหมือนกับกลุ่มฮิซบุลลอฮ์ในเลบานอนและกลุ่มฮามาสในปาเลสไตน์16

หลังเหตุการณ์แผ่นดินไหวครั้งใหญ่ใน ค.ศ. 2005 กลุ่ม JuD ได้รับการยกย่องอย่างมากในปากีสถาน จากบทบาทการให้ความช่วยเหลือและบรรเทาทุกข์แก่ผู้บาดเจ็บ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งเป็นตัวหลักในการพยายามฟื้นฟูอาคารบ้านเรือนของผู้ประสพภัยในแคชเมียร์ มุชาร์ราฟเองก็ชื่นชมในบทบาทดังกล่าวในแง่มนุษยธรรม

นับจากเหตุแผ่นดินไหวเป็นต้นมา JuD ได้รับความนิยมมากขึ้นในปากีสถาน ขณะเดียวกัน มีการรายงานข่าวโดยสำนักข่าวบีบีซีว่า กลุ่ม JuD ได้รับการอนุญาตอย่างเป็นทางการในการระดมทุนในปากีสถานในภารกิจฟื้นฟูแคชเมียร์17 ��ซึ่งก่อนหน้านี้ภายใต้แรงกดดันจากสหรัฐฯ ��ในเดือนพฤศจิกายน ค.ศ. 2003 �����มุชาร์ราฟได้จัดให้ JuD อยู่ในรายการกลุ่มเฝ้าระวัง (watch list) ซึ่งนักวิเคราะห์มองว่าทางการปากีสถานไม่ค่อยจะเต็มใจในการกระทำใดๆ ที่เป็นการต่อต้านกลุ่ม LeT หรือ JuD และเมื่อไม่มีทางเลือกก็จำต้องดำเนินการไปตามความจำเป็น ซึ่งเชื่อว่าน่าที่จะได้หารือทำความเข้าใจล่วงหน้ากับกลุ่มดังกล่าวแล้ว ส่วน LeT เองก็ปรับบทบาทให้เข้ากับสถานการณ์ของปากีสถาน จนมีการตั้งข้อสังเกตถึงความไม่ปรกติในมาตรการของปากีสถาน โดยเชื่อมโยงกับความเคลื่อนไหวต่างตอบแทนและต่างเข้าใจร่วมกับ LeT กล่าวคือในขณะที่ LeT ลดระดับการโจมตีอินเดียนั้น ก็เพื่อกู้ความน่าเชื่อถือให้กับปากีสถานในสายตาของสหรัฐฯ และอินเดีย ปากีสถานแม้จะสั่งห้าม LeT แต่ฮาฟิส ซาอีด ก็ยังคงมีอิสระและสามารถสานต่อการขยายองค์กรของเขาอย่างเสรี จนกระทั่งในค.ศ. 2006 สหรัฐฯได้ขึ้นบัญชีดำกลุ่ม JuD เพราะเห็นว่าพวกนักรบญีฮาดยังเคลื่อนไหวภายใต้การสนับสนุนขององค์กรนี้ 18

ก่อนถูกทางการปากีสถานสั่งห้ามในค.ศ. 2002 มีการก่อเหตุโจมตีหลายครั้งในอินเดียที่ LeT ออกมาอ้างความรับผิดชอบ อาทิ กรณีการโจมตีค่ายพักทหารในป้อมแดง (Red Fort) กลางกรุงเดลีใน ค.ศ. 2000 ทำให้มีผู้เสียชีวิต 3 คน การโจมตีสนามบินเมืองศรีนาการ์ (Srinagar) เดือนมกราคม ค.ศ. 2001 ชาวอินเดียเสียชีวิต 5 คน การโจมตีกองกำลังรักษาความมั่นคงชายแดนในเดือนเมษายน ค.ศ. 2002 ทำให้เจ้าหน้าที่เสียชีวิต 4 คน แต่หลังจากมีสถานะเป็นกลุ่มผิดกฎหมาย LeT ก็ไม่เคยออกมาอ้างความรับผิดชอบใดๆ อีกเลยต่อหลายๆเหตุความรุนแรงที่เกิดขึ้นในอินเดีย แม้จะถูกกล่าวหาจากอินเดียและสหรัฐฯ ก็ตาม เช่น กรณีเหตุระเบิดที่นครมุมไบในเดือนสิงหาคม ค.ศ. 2003 ซึ่งมีผู้เสียชีวิต 55 คน บาดเจ็บอีก 180 คน เหตุระเบิดโจมตีเมืองหลวงเดลีในเดือนตุลาคม ค.ศ. 2005 มีผู้เสียชีวิตมากกว่า 60 คน และเหตุโจมตีรางรถไฟที่นครมุมไบในเดือนกรกฎาคม ค.ศ. 2006 และที่สำคัญคือเหตุวินาศกรรม 26/11 ค.ศ. 2008 กลุ่ม LeT ปฏิเสธความรับผิดชอบต่อเหตุการณ์เหล่านี้ เหมือนที่เคยปฏิเสธความรับผิดชอบต่อเหตุโจมตีรัฐสภาอินเดียใน ค.ศ. 2001 อย่างไรก็ตาม เป็นที่น่าสังเกตว่ากลุ่ม LeT ยึดหลักไม่สังหารพลเรือนและยืนยันมาตลอดว่า การกระทำเช่นนั้นขัดกับหลักความเชื่อทางศาสนาของกลุ่ม19 เพราะฉะนั้นจึงเป็นไปได้ว่า LeT กำลังถูกมือที่สามหรือผู้หวังประโยชน์กล่าวหาเพื่อหวังผลในทางใดทางหนึ่ง

โดยภาพรวมของการก่อการร้ายกับอิทธิพลในเชิงความสัมพันธ์ระหว่างประเทศอินเดียกับปากีสถาน จะเห็นได้ว่ากลุ่ม LeT มีบทบาทสำคัญในการกำหนดหรือปลุกปั่นสถานการณ์ความตึงเครียดของทั้งสองประเทศ ไม่ว่าจะโดยเจตนาหรือถูกแอบอ้างสร้างสถานการณ์ก็ตาม หลายครั้งที่ปฏิบัติการของกลุ่ม LeT หรือการถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้กระทำถูกนำมาเป็นประเด็นที่ทำให้อินเดียและปากีสถานต้องเผชิญหน้ากันทางการทูตอย่างแข็งกร้าว หรือแม้แต่จะใช้กำลังปะทะกันในทางสงครามจากความไม่ไว้วางใจซึ่งกันและกันบนพื้นฐานของความสัมพันธ์ที่ซับซ้อนระหว่างรัฐกับรัฐ และระหว่างรัฐกับตัวแสดงที่ไม่ใช่รัฐ หรือกลุ่มติดอาวุธและกลุ่มเคลื่อนไหวต่างๆ โดยเฉพาะในปากีสถาน กล่าวให้ถึงที่สุดคือ หากปัญหาแคชเมียร์คือชนวนสงครามอินเดีย-ปากีสถานที่อาจกลายเป็นสงครามนิวเคลียร์ นอกจากอินเดียและปากีสถานแล้ว LeT ก็เป็นอีกกลุ่มหนึ่งที่เรียกได้ว่ามีอิทธิพลในฐานะผู้จุดชนวนนี้ ไม่ว่าจะโดยเจตนาหรือไม่ หรือโดยการบิดเบือนแอบอ้างโดยฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดก็ตาม

 

เอกสารอ้างอิง

1 C. Uday Bhaskar “India, Pakistan reach cautious win-win perch”, Reuters (India) , [Online] Available from: http://in.reuters.com/article/southAsiaNews/idINIndia-41148320090719 (July 19,2009)

2 Praful Bidwai “India: ‘Good Cop, Bad Cops’ Approach to Pakistan”, Global Politics Online Journal, [Online] Avialable from: http://globalpoliticsonline.com/wped/2009/01/16/india-good-cop-bad-cop-approach-to-pakistan/ (January 16, 2009)

3 กรณีไฮเดอราบัดซึ่งผู้ปกครองเป็นมุสลิมประกาศจะดำรงไว้ซึ่งความเป็นรัฐอิสระ ในขณะที่ชาวฮินดูซึ่งเป็นประชาชนส่วนมากไม่เห็นด้วย� ต่อมาอินเดียได้ส่งทหารเข้ายึดและประกาศให้ไฮเดอราบัดเป็นรัฐหนึ่งของอินเดีย� กรณีญูนากาดท์ผู้ปกครองเป็นมุสลิมตัดสินใจเข้าร่วมกับปากีสถาน แต่ประชาชนส่วนใหญ่ซึ่งเป็นชาวฮินดูไม่เห็นด้วย อินเดียจึงได้ส่งทหารเข้าไปและจัดการลงประชามติ ผลปรากฏว่าคนส่วนใหญ่ต้องการเข้าร่วมกับอินเดีย ญูนากาดท์จึงอยู่ภายใต้การปกครองของอินเดียนับแต่นั้นมา

4 LOC ถูกกำหนดขึ้นภายใต้ข้อตกลงซิมลา (Simla Agreement) ระหว่างอินเดียและปากีสถานใน ค.ศ. 1972 ภายหลังสงครามครั้งที่ 3 ระหว่างอินเดียและปากีสถานยุติลง แคชเมียร์ถูกแบ่งโดย LOC ออกเป็นสองส่วนซึ่งทำให้สายสัมพันธ์และการไปมาหาสู่กันในหมู่เครือญาติของชาวแคชเมียร์จำนวนมากถูกตัดขาดและกีดกันโดยสิ้นเชิง� ดินแดนแคชเมียร์ทางใต้และตะวันออก จัมมู และลาดัก (Ladakh) เป็นเขตปกครองครองของอินเดีย ส่วนแคชเมียร์ทางตะวันตกแถบบริเวณเทือกเขากิลกิท (Gilgit) และส่วนหนึ่งของบัลติสถาน ( Baltistan) เป็นเขตยึดครองของปากีสถาน เรียกว่า “แคชเมียร์เสรี” (Azad Kashmir)

5 S.M. Burke. Pakistan’s Foreign Policy: An Historical Analysis (Karachi: Oxford University Press, 1973) p. 227.

6 กลุ่มที่สำคัญๆ ได้แก่ ฮิซบุล มุญาฮีดีน (Hizb-ul-Mujahideen) ฮาร์กาตุล มุญาฮีดีน (Harkat-ul Mujahideen: เดิมมาจากกลุ่มฮาร์กาตุล อันซอร [Harkat-ul-Ansar) ญัยอิช อี มูฮัมมัด (Jaish-e-Muhammad) อัล บาดัร (Al Badr) ญามาอะตุล มุญาฮีดีน (Jamait-ul-Mujahideen) ลัชการ์ อี ญับบาร์ (Lashkar-e-Jabbar) ฮากาตุล ญีฮาด อัลอิสลาม (Harkat-ul-Jehad-al-Islami) สภามุตตะฮีดะห์ ญีฮาด (Muttahida Jehad Council) ตาริก มุญาฮีดีน (Tehrik-ul-Mujahideen) อัลญีฮาด (Al Jehad) กองทัพปลดปล่อยจัมมูและแคชเมียร์แห่งชาติ (Jammu & Kashmir National Liberation Army) สันนิบาตประชาชน (People’s League) กองกำลังญีฮาดแห่งแคชเมียร์ (Kashmir Jehad Force) แนวร่วมนักศึกษาปลดปล่อยจัมมูและแคชเมียร์ (Jammu & Kashmir Students Liberation Front)

7 Statement of Director of Central Intelligence George Tenet Before the Senate Armed Services Committee,“Worldwide Threat: Converging Dangers in a Post-9/11 World”, March 19, 2002. cited in K. Alan Kronstadt “Terrorist Attacks in Mumbai, India, and Implications for U.S. Interests”� Congressional Research Service, [Online] Available from: http://fas.org/sgp/crs/terror/R40087.pdf,� (December 19, 2008)

8 Yoginder Sikand “The Islamist Militancy in Kashmir: The Case of the Lashkar-e-Taiba”, in Aparna Rao et as. Eds. The Practice of War: Production, Reproduction and Communication of Armed Violence (New York: Berghahn Books, 2007)� pp. 215-238.

9 Ibid.

10 เป็นคำจากภาษาอาหรับว่า "fidai" มีความหมายถึง "ผู้ที่ยอมเสียสละตัวเอง" (เพื่อประเทศชาติ) แต่ในปัจจุบันมีความหมายเป็น commando หรือ guerilla fighter มีการจัดตั้งเป็นองค์การฝึกอบรม รวมไปถึงขบวนการปลดปล่อยปาเลสไตน์ มีการฝึกฝนการรบทั้งแบบปกติ และแบบกองโจร ซึ่งผู้ที่ได้รับการฝึกแล้วจะเรียกว่า "fedayeen" เป็นคำที่เริ่มรู้จักกันในคริสต์ศตวรรษที่ 11 หรือเมื่อเริ่มคริสตศตวรรษที่ 12 เมื่อมีการเริ่มสังหารบุคคลที่เป็นเป้าหมาย โดยบุคคลที่ทำหน้าที่ยินดีสละชีวิตของตนไปพร้อมกันด้วย; ดูใน http://www.bkkonline.com/library/words/f.html

11 C.Christine Fair “Antecedents and Implications of the November 2008 Lashkar-e-Taiba (LeT) Attack Upon Several Targets in The Indian Mega-City of Mumbai.”, (Testimony) RAND Corporation, [Online] Available from: http://www.rand.org/pubs/testimonies/2009/RAND_CT320.pdf ,� (March 11, 2009)

13 Graham Usher “Dangerous Liaisons: Pakistan, India and Lashkar -e Taiba”, Middle East Report Online. [Online] Available from: http://www.merip.org/mero/mero123108a.html (December 31, 2008)

15 K. Alan Kronstadt “Pakistan - US Relations”,� Congressional Research Service, [Online] Available from: http://www.fas.org/sgp/crs/row/RL33498.pdf (February 6, 2009) 2008)

16 Graham Usher “Dangerous Liaisons: Pakistan, India and Lashkar -e Taiba”, op. cit.

17 � “Profile: Lashkar-e-Taiba”, BBC News. [Online] Available from: http://news.bbc.co.uk/2/hi/south_asia/3181925.stm (December 4, 2008)

18 Graham Usher “Dangerous Liaisons: Pakistan, India and Lashkar -e Taiba”, op. cit.

19 “Profile: Lashkar-e-Taiba”, BBC News. Op. cit.

Keywords : อินเดีย, ปากีสถาน, ปัญหาแคชเมียร์, วินาศกรรม 26/11 ที่นครมุมไบ, กลุ่มลัชการ์ อี ตอบบา (Lashkar e Taiba: LeT), มาโณชย์ อารีย์
  
20 ม.ค. 2553   




ศูนย์โลกสัมพันธ์ไทย สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ชั้น 7 อาคารประชาธิปก-รำไพพรรณี ถนนพญาไท ปทุมวัน กรุงเทพฯ 10330
โทรศัพท์ 0-2218-7464, 0-2218-7466 โทรสาร 0-2255-1124

Thai World Affairs Center, Institute of Asian Studies, Chulalongkorn University
7th Floor, Prajadhipok-Rambhai Barni Building, Phyathai Road, Bangkok 10330 Thailand
Tel: +66 (0) 2218-7464, 2218-7466 Fax: +66 (0) 2255-1124

E-mail: info@thaiworld.org
Website: http://www.thaiworld.org