เขียน ธีระวิทย์

- ศาสตราจารย์ กิตติคุณ สาขารัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
- นักวิจัยดีเด่นแห่งชาติ
ตุลาการภิวัตน์ในวิกฤตการเมืองไทย
 

ความเป็นกลางหรือตุลาการ “สองมาตรฐาน” เป็นประเด็นที่ฝ่ายทักษิณและคนเสื้อแดงชอบหยิบยกขึ้นมาโจมตีรัฐบาลอภิสิทธิ์ว่าพวกเขาถูกกลั่นแกล้ง ไม่ได้รับความยุติธรรม โดยสรุปเอาจากหลายคดีที่ทักษิณ พรรคการเมือง และนักการเมืองของทักษิณ ถูกวินิจฉัยหรือตัดสินลงโทษ

คดีเหล่านั้นมีมากจริงๆ เช่น ศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยให้ยุบพรรคไทยรักไทย และตัดสินเพิกถอนสิทธิทางการเมืองของกรรมการบริหารพรรค 5 ปี (30 พฤษภาคม 2007)  และสั่งยุบพรรคการเมืองและเพิกถอนสิทธิทางการเมืองของพรรคพลังประชาชน ชาติไทย มัชฌิมาธิปไตย (2 ธันวาคม 2008) เมื่อวันที่ 2  กันยายน 2008 ศาลรัฐธรรมนูญมีมติเป็นเอกฉันท์วินิจฉัยให้นายสมัคร สุนทรเวชพ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี  กรณีไปรับจ้างเป็นพิธีกรให้แก่บริษัท เฟซ มีเดีย จำกัด ในรายการ “ชิมไปบ่นไป” และ “ยกโขยงหกโมงเช้า” บริษัทนี้ทำธุรกิจแสวงหากำไร ให้ค่าตอบแทนนายสมัครเป็นค่าจ้างหรือ “ค่าน้ำมันรถ” เดือนละ 80,000 บาท ซึ่งผิดกฎหมายรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 มาตรา 167 ซึ่งมีผลทำให้การเป็นนายกรัฐมนตรีสิ้นสุดลงตามมาตรา 182 วรรคหนึ่ง (7) และต้องเปลี่ยนตัวนายกรัฐมนตรี จากนายสมัครมาเป็นนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ น้องเขยของทักษิณ จนถึงพรรคพลังประชาชนถูกยุบในเวลาต่อมา ตามที่กล่าวแล้ว ส่วนศาลปกครองก็ได้วินิจฉัยให้การแปรรูปการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เป็นองค์กรเอกชนในสมัยรัฐบาลทักษิณ (ซึ่งช่วยให้พรรคพวกของทักษิณได้ประโยชน์จากการนี้มีมูลค่ามหาศาล) นั้นเป็นโมฆะ เมื่อปี 2008 ศาลปกครองได้วินิจฉัยให้ความคุ้มครอง ASTV แพร่ภาพออกอากาศได้ตามสิทธิที่มีอยู่ตามรัฐธรรมนูญ วินิจฉัยให้ความคุ้มครองสิทธิในการชุมนุมของคนเสื้อเหลืองที่ทำเนียบรัฐบาล (ต้องเข้าใจว่าไม่เกี่ยวกับความผิดในการบุกรุกและยึดครองทำเนียบรัฐบาล รวมทั้งทำทรัพย์สินของทางราชการเสียหาย ซึ่งผู้เสียหายได้ดำเนินการฟ้องร้องดำเนินคดีทางแพ่งและทางอาญาต่างหากไม่เกี่ยวกับศาลปกครอง) ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ก็ได้ตัดสินให้ทักษิณมีความผิดฐานคอร์รัปชั่น โดยมีโทษจำคุก 2 ปี (ไม่มีสิทธิอุทธรณ์-ฎีกา และไม่มีการรอลงอาญา) เพราะไปลงนามอนุญาตให้ภรรยาทำธุรกิจอันมีผลประโยชน์ทับซ้อน ในขณะที่ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งก็ได้พิพากษาลงโทษนักการเมืองที่ทุจริตการเลือกตั้งจำนวนมาก (ส่วนมากเป็นสมาชิกพรรคไทยรักไทยหรือพรรคพลังประชาชน ซึ่งอยู่ภายใต้การอุปถัมภ์ของทักษิณ) เมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2008   ศาลอาญา (ศาลธรรมดา) ได้พิพากษาจำคุกคุณหญิงพจมานและพรรคพวกโดยจำคุก 3 ปี (ไม่รอการลงอาญา) ในกรณีจงใจหลีกเลี่ยงการเสียภาษี คดีที่ทักษิณและคนรักทักษิณเดือดแค้นมาก คือ การอายัดทรัพย์สินของทักษิณ คดีได้ยืดเยื้อมานาน แต่ในที่สุดเมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม 2008 พนักงานอัยการได้ยื่นเรื่องต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ขอให้มีคำสั่งให้ทรัพย์สินของทักษิณที่ร่ำรวยผิดปรกติ และได้มาเนื่องจากการกระทำเป็นการขัดกันระหว่างผลประโยชน์ส่วนบุคคลและผลประโยชน์ส่วนรวม จำนวน 76,621,603,061.05 บาท พร้อมด้วยดอกผลตกเป็นของรัฐ นอกจากนั้น ยังมีคดีอื่นๆ อีกหลายคดี รวมแล้วประมาณ 17 คดี ซึ่งทักษิณตกเป็นผู้ถูกกล่าวหา หรือเป็นผู้ต้องหา หรือเป็นจำเลยตามขั้นตอนต่างๆ ของกระบวนการยุติธรรมของไทย

คดีดังกล่าว (และมิได้กล่าว) ได้ถูกดำเนินการไปตามกระบวนการยุติธรรมตามปรกติของไทย คนอื่นและพรรคการเมืองอื่นที่ได้ทำผิดทำนองเดียวกันก็ถูกดำเนินคดีด้วยเช่นเดียวกัน  บางคดีก็ถูกตัดสินให้ระงับไว้ในขั้นตอนต่างๆ บางคดีก็ถูกวินิจฉัยหรือตัดสินว่า ไม่มีความผิด แต่บางคดีก็ถูกวินิจฉัยหรือตัดสินว่ามีความผิดและต้องรับโทษเหมือนกันไม่ว่าจะเป็นของทักษิณ คนรักทักษิณ และคนเกลียดทักษิณ จนถึงวันที่ 15 เมษายน  2009  ม็อบคนเสื้อเหลืองถูกดำเนินคดี 240 คดี ม็อบเสื้อแดงถูกดำเนินคดี 103  เรื่อง (มติชนรายวัน 23 เมษายน 2009 หน้า 14)   ซึ่งแน่นอนว่าแต่ละฝ่ายก็อยากเห็นฝ่ายตนถูกดำเนินคดีน้อยลง  ในขณะที่ฝ่ายศัตรูควรถูกดำเนินคดีมากกว่าที่เป็นอยู่  โดยความจริงนั้นยังมีผู้ร้ายที่ควรถูกดำเนินคดีและถูกลงโทษมากกว่าที่เป็นอยู่อีกจำนวนมาก แต่บางคดีก็ถูกบิดเบือนตามเล่ห์เหลี่ยมของเจ้าพนักงานสอบสวน ทนายความ และผู้ถูกกล่าวหา จะกล่าวหาว่าระบบยุติธรรมของไทยมีสองมาตรฐาน หรือทักษิณและคนรักทักษิณถูกรังแกนั้นคงจะไม่ยุติธรรมนัก

การที่ทักษิณและพรรคพวกถูกดำเนินคดีมากผิดปรกตินั้น อาจจะเป็นเพราะคนพันธุ์ทักษิณชอบทำอะไรละเมิดกฎหมาย คือทำผิดจนชินและเชื่อว่าไม่มีอะไรผิด ด้วยเหตุนี้คนรักทักษิณจำนวนมากที่ชอบแก้ตัวแทนทักษิณซึ่งมีชื่อเสียงในการคอร์รัปชั่นว่า คอร์รัปชั่นในเมืองไทยนั้นเป็นเรื่องธรรมดา บางคนถึงกับใช้คำพูดที่น่าเกลียดว่า “มีนักการเมืองที่ไหนที่ไม่โกงบ้าง” พวกเขาสรุปเอาว่าข้าราชการและนักการเมืองทุกคนโกงกินเหมือนพวกเขา  ความจริงถึงประเทศไทยจะเสื่อมโทรมเพียงใดก็คงมีคนที่ไม่โกงไม่ต่ำกว่าครึ่งหนึ่ง หรือที่โกงกินบ้างก็คงไม่มีใครเทียบทักษิณได้ (รวมทั้งคนทั่วโลกด้วย) คนที่ไม่ยอมแยกแยะว่าอะไรผิดอะไรถูก อะไรควรทำหรือไม่ควร เรียกกันว่า “คนพันธุ์ทักษิณ” และเรียกพฤติกรรมและแนวคิดการปฏิบัติแบบทักษิณว่า “ระบอบทักษิณ”

ต้องยอมรับว่าระบบยุติธรรมของไทยได้ถูกบิดเบือนโดยอำนาจทางการเมืองและอำนาจเงินไม่น้อย ในยุคที่ทักษิณและคนพันธุ์ทักษิณเรืองอำนาจ คนทำผิดที่มาจากพันธุ์เดียวกันที่มีอิทธิพลและมีเงินมักได้รับการคุ้มครอง เรื่องมักถูกระงับไว้ก่อนไปถึงศาล เมื่อเรื่องถึงศาลแล้วเงินและอิทธิพลทำงานได้ยากกว่า แต่ทุกอย่างไม่มีความแน่นอน  ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขและสายสัมพันธ์ของแต่ละคดี คดีเลือกตั้งอันมิชอบ เมื่อวันที่ 2 เมษายน 2008 นั้น ศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยให้เป็นโมฆะ เมื่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ชุดที่มี พล.ต.อ. วาสนา เพิ่มลาภ เป็นประธาน (มีนายวีรชัย แนวบุญเนียร  และนายปริญญา นาคฉัตรีย์ ร่วมด้วย) ได้ถูกฟ้องว่าบิดเบือนกฎหมายเลือกตั้ง ช่วยเหลือคนพันธุ์ทักษิณนั้น ทักษิณไม่สามารถปกป้องได้ ต้องถูกศาลลงโทษจำคุก 4 ปี และเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง 10 ปี (25 กรกฎาคม 2008) ฐานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 นั้น ต้องถือว่าเป็นอภินิหาร หรือเป็นข้อยกเว้น แต่ถ้าเป็นเรื่องเกี่ยวกับผลประโยชน์ของทักษิณและครอบครัวโดยตรง คงเป็นอย่างนั้นได้ยาก ทักษิณใช้อำนาจการเมืองเข้าไปแทรกแซง แม้กระทั่งองค์กรอิสระ ก่อนเกิดการรัฐประหาร 19 กันยายน 2006  คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) และศาลรัฐธรรมนูญถูกแทรกแซงจนทำงานเกือบไม่ได้  พวกคนเสื้อแดงที่รักความยุติธรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนยากจนทั้งหลายน่าจะเห็นคุณค่าของระบบศาลที่ปราศจากอำนาจการเมืองเข้าแทรกแซง ระบบยุติธรรมที่เป็นอิสระจะสามารถยังความยุติธรรมให้แก่ประชาชนได้ถ้วนหน้า

อย่างไรก็ตาม ไม่ได้หมายความว่าถ้าปราศจากทักษิณแล้ว ระบบยุติธรรมจะสามารถทำงานได้สมบูรณ์ แต่นั่นเป็นคนละประเด็นกับเรื่องศาลมีสองมาตรฐานหรือกี่มาตรฐาน ระบบการศึกษาของไทยมิได้อบรมให้คนมีความซื่อสัตย์สุจริต ฉะนั้น ถ้าคนรักทักษิณเห็นว่านายอภิสิทธิ์หรือนักการเมืองที่ตนไม่รักทำผิดกฎหมาย ก็จงช่วยกันฟ้องร้องให้ต้องรับโทษ ถ้าจะเป็นพลเมืองที่รักทักษิณด้วย รักในหลวงด้วย และรักชาติด้วย ก็ไม่ต้องเลือกปฏิบัติ

คนรักทักษิณโปรดเข้าใจว่า ทักษิณที่ตนรักและเทิดทูนนั้นทำอะไรไม่เหมือนคนธรรมดา ตนเองร่ำรวยขนาดนั่งกินนอนกินหลายชาติก็ไม่หมดแล้ว ทำไมยังต้องอาศัยตำแหน่งทางการเมือง แสวงหาประโยชน์เพื่อตนเองและครอบครัวอีก  ซุกๆ ซ่อนๆ ทรัพย์สินไว้กับคนใช้ คนขับรถ  คนสวน จนทำให้ ป.ป.ช. ศาลรัฐธรรมนูญต้องเสียเวลาพิจารณาวินิจฉัยคดีอื้อฉาวดังที่ปรากฏ   ควรมีความสำนึกอยู่แก่ใจว่าสามารถขึ้นมาเป็นถึงนายกรัฐมนตรีได้แล้ว แต่ก็ยังไม่เปลี่ยนนิสัย ยังคงขยายงานซุกหุ้นภาค 2 ภาค 3 ไว้ในต่างประเทศอีกเป็นจำนวนมาก   นอกจากนี้ยังนำเงินที่ได้มาจากแผ่นดินที่เอื้อให้ตนและครอบครัวมีชีวิตอยู่อย่างร่ำรวยหรูหรากลับมาทำร้ายประเทศจนปั่นป่วนไปหมด  จะไม่เป็นการทำร้ายประชาชนทั้งประเทศอย่างโหดร้ายเกินไปหรือ

ทักษิณมิได้ถูกตุลาการภิวัตน์รังแกดังที่ม็อบเสื้อแดงเข้าใจ เพราะเขายังมีอภิสิทธิ์เหนือคนธรรมดา เหนือนักการเมืองของประเทศอื่น อดีตประธานาธิบดีของเปรู (ค.ศ. 1990-2000) อัลแบร์โต ฟูจิโมริ เป็นประธานาธิบดีอยู่ 10 ปี มิได้ร่ำรวยผิดปรกติเทียบเท่าทักษิณแต่ประการใด  แต่มีพฤติกรรมใช้อิทธิพลและใช้อำนาจเผด็จการโดยใช้นโยบายประชานิยมตบตาประชาชนเช่นเดียวกับทักษิณนั่นแหละ เมื่อหมดอำนาจแล้ว ขณะนี้ต้องโทษจำคุก 2 คดีรวม 31 ปี น่าสนใจที่ว่าฟูจิโมริลี้ภัยไปอยู่ญี่ปุ่นเป็นเวลานาน แต่รัฐบาลเปรูก็สามารถนำตัวกลับประเทศไปอยู่ในเรือนจำจนได้  อดีตประธานาธิบดีไต้หวัน เฉินสุยเปี่ยน อยู่ในอำนาจ 8 ปี หลังจากพ้นจากตำแหน่งแล้วถูกฟ้องข้อหาคอร์รัปชั่น และแอบมีเงินซุกไว้ในต่างประเทศ ดูจำนวนเงินที่ถูกหาว่าคอร์รัปชั่นแล้วจิ๊บจ๊อยมากเมื่อเทียบกับทักษิณ แต่เขาก็ต้องรับกรรม ถูกจำขังเพื่อดำเนินคดีมาแรมปีแล้ว ศาลไม่ยอมให้ประกันตัว เพราะกลัวว่าจะหนีไปลี้ภัยในต่างประเทศ นั่นเป็นมาตรฐานสากล ไม่เหมือนไทยที่ให้ประกันตัวง่าย คนเคยมีอำนาจจำนวนมากหนีคุกไปหลบๆ ซ่อนๆ อยู่ในประเทศก็มี ต่างประเทศก็มี

ความจริงระบบราชการของไทยทุกด้านไม่ใช่มีสองมาตรฐานหรอก มีหลายมาตรฐาน ถ้าคนเสื้อแดงคิดว่ามีสองมาตรฐานและต้องการทำให้เป็นมาตรฐานเดียว ก็ควรช่วยกันเอาตัวทักษิณมารับโทษจำคุก 2 ปีเหมือนกับคนไทยอื่นๆ ทักษิณยังมีอภิสิทธิ์มากที่ยังไม่ถูกถอดยศ เจ้าพนักงานที่กักเรื่องไว้ระวังถูกศาลลงโทษ ฐานไม่ปฏิบัติหน้าที่ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 ซึ่งหมายรวมถึงคนอื่นๆ ซึ่งมีหน้าที่ติดตามคนที่หนีโทษให้มาอยู่ในเรือนจำที่เขาควรจะอยู่ด้วย

ถ้าหากคนเสื้อแดงต้องการให้ศาลไทยมีมาตรฐานเดียว และมาตรฐานนั้นจะต้องเป็นมาตรฐานที่กำหนดโดยทักษิณ เราก็ต้องปล่อยคนออกจากเรือนจำทั้งหมดเหมือนกับอภิสิทธิ์ที่ทักษิณได้รับอยู่ในปัจจุบัน นอกจากนั้น ให้ทุกคนมีสิทธิปฏิเสธอำนาจศาล แล้วกล่าวหาศาลว่าไม่ให้ความเป็นธรรมแก่ตัว และกลั่นแกล้งตัว แต่มีสิทธิจ้างทนายเก่งๆ ไว้มากๆ เหมือนทักษิณ แล้วคอยจับตาดูว่าใครทำอะไรที่ละเมิดสิทธิตามกฎหมายของทักษิณ แล้วฟ้องเรียกค่าเสียหายมากๆ เพื่อข่มขู่ คนเสื้อแดงที่รักทักษิณต้องการให้ประเทศไทยที่ท่านอาศัยอยู่เป็นอย่างนี้ใช่หรือไม่

อันที่จริง ความคิดในการส่งเสริมตุลาการภิวัตน์นั้นเกิดจากนักการเมืองพันธุ์ทักษิณนั่นแหละ ทำให้บ้านเมืองปั่นป่วน และล้าหลัง ไม่มีใครแก้ได้ ระบบศาลดูเหมือนจะยังค่อนข้างบริสุทธิ์และมีคนเชื่อถือพอควร พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเป็นห่วงที่สถานการณ์เลวร้ายลงทุกที จึงมีพระราชดำรัสต่อคณะผู้พิพากษาศาลปกครองที่เข้าเฝ้าฯ (25 เมษายน 2006) โดยทรงแนะนำให้ศาลใช้อำนาจตุลาการหาทางแก้ไขวิกฤตการเมืองไทย จากนั้นตุลาการทุกสาขาโดยเฉพาะอย่างยิ่งฝ่ายที่พิจารณาคดีการเมืองมีการทำงานอย่างกระตือรือร้นและรวดเร็วยิ่งขึ้น เป็นผลให้สามารถแก้ปัญหาการเมืองได้มากพอควร เมื่อคนเห็นผลได้รวดเร็ว ก็นำเอาคดีการเมืองไปขึ้นศาลประเภทต่างๆ มากขึ้น คนทำผิดมากก็โดนฟ้องมากและโดนลงโทษมาก พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวนั้นทรงรักและเป็นห่วงราษฎรทุกหมู่เหล่า  อย่าคิดว่าทรงลำเอียงเข้าข้างใคร

-----------------------------------------------------

เชิงอรรถ

1.“ว.วชิรเมธี ชี้ตุลาการภิวัตน์ คือธรรมาธิปไตย” ดูใน www.talk.mthai.com/topic/22098.

2. คดีต่างๆ ที่ทักษิณถูกกล่าวหาหรือฟ้องที่ศาลรับฟ้องแล้ว และยังอยู่ในขั้นดำเนินการในระดับอัยการ ป.ป.ช และตำรวจ ดูได้ในเว็บไซต์ ซึ่งมีอยู่มาก ต้องพิจารณาเอาเองว่าอะไรเป็นของจริง

Keywords : ทักษิณ, ม็อบเสื้อแดง, ตุลาการภิวัตน์, ศาลไทย, กกต., เขียน ธีระวิทย์
  
4 มิ.ย. 2552   


ศูนย์โลกสัมพันธ์ไทย สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ชั้น 7 อาคารประชาธิปก-รำไพพรรณี ถนนพญาไท ปทุมวัน กรุงเทพฯ 10330
โทรศัพท์ 0-2218-7464, 0-2218-7466 โทรสาร 0-2255-1124

Thai World Affairs Center, Institute of Asian Studies, Chulalongkorn University
7th Floor, Prajadhipok-Rambhai Barni Building, Phyathai Road, Bangkok 10330 Thailand
Tel: +66 (0) 2218-7464, 2218-7466 Fax: +66 (0) 2255-1124

E-mail: info@thaiworld.org
Website: http://www.thaiworld.org