ฐิตินันท์ พงษ์สุทธิรักษ์, อัษฎา ชัยนาม, กวี จงกิจถาวร

รายงานการอภิปราย เรื่อง “ไทยภายใต้รัฐบาลทักษิณกับประเทศมหาอำนาจ”*
 

เมื่อวันพุธที่ 29 กันยายน 2004 ที่ผ่านมา เวลา 13.00-16.00 น. ศูนย์โลกสัมพันธ์ไทย สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยการสนับสนุนของธนาคารกรุงเทพ จำกัด ได้จัดการอภิปรายเป็นภาษาอังกฤษในหัวข้อเรื่อง “ไทยภายใต้รัฐบาลทักษิณกับประเทศมหาอำนาจ” (Thailand and the Major Powers under the Thaksin Government) ณ ศูนย์สารนิเทศ หอประชุมใหญ่ชั้น 2 จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยมีผู้ร่วมอภิปราย ได้แก่ ดร.ฐิตินันท์ พงษ์สุทธิรักษ์ อาจารย์ภาควิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย คุณอัษฎา ชัยนาม ที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการการต่างประเทศ สภาผู้แทนราษฎร อดีตเอกอัครราชทูตไทยประจำสหประชาชาติ และคุณกวี จงกิจถาวร ผู้ช่วยคณะบรรณาธิการ หนังสือพิมพ์ เดอะเนชั่น โดยมีผู้ร่วมรับฟังการอภิปรายกว่า 95 คน

ดร.ฐิตินันท์ พงษ์สุทธิรักษ์

ดร.ฐิตินันท์เริ่มการอภิปรายโดยให้ภาพรวมเกี่ยวกับนโยบายต่างประเทศและการทูตของไทยภายใต้รัฐบาลนายกรัฐมนตรี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตรว่า รัฐบาลนี้มีแนวทางการบริหารงานที่แตกต่างจากรัฐบาลก่อนๆ สำหรับนโยบายในประเทศ จุดเด่นที่เห็นชัดเจนคือการใช้นโยบายประชานิยม โดยมีโครงการหลายอย่างที่เกิดขึ้นเพื่อเอาใจ และสนองความต้องการของประชาชนในระดับล่าง หรือกลุ่มรากหญ้า เช่น กองทุนหมู่บ้าน สนับสนุนผู้ประกอบการรายย่อย (SMEs) หรือสินค้าหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ (OTOP) ซึ่งในแต่ละโครงการก็ใช้งบประมาณจำนวนมาก หลายๆโครงการมีทั้งผู้เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย ก่อให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างรุนแรง แต่นายกฯทักษิณ ก็นับว่าเป็นผู้นำที่กล้าเดินหน้าต่อไปท่ามกลางเสียงวิจารณ์ดังกล่าว

นโยบายรัฐบาลในยุคก่อนๆจะเป็นแบบอนุรักษ์นิยม การกำหนดนโยบายต่างประเทศ มักสัมพันธ์กับกลุ่มนักวิชาการ และที่ปรึกษาภายในกระทรวงมีบทบาทสำคัญ แต่เมื่อถึงสมัยรัฐบาล พลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ ก็เกิดความเปลี่ยนแปลงขึ้น โดยในปี ค.ศ. 1988 มีการตั้งทีมที่ปรึกษาซึ่งเรียกกันว่า ทีมบ้านพิษณุโลก เพื่อให้คำปรึกษาแก่นายกรัฐมนตรีและรัฐบาลในประเด็นต่างๆ และเป็นจุดเริ่มต้นของการดำเนินนโยบายต่างประเทศที่แตกต่างไปจากเดิม และให้ความสำคัญกับการขยายฐานของระบบเศรษฐกิจ เช่น นโยบายเปลี่ยนสนามรบเป็นสนามการค้า การสานความสัมพันธ์กับกลุ่มประเทศอินโดจีน รวมทั้งการไปเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีนเพื่อขอให้จีนร่วมมือกับไทยในการแก้ไขปัญหากัมพูชา

รัฐบาลทักษิณ ก็ใช้นโยบายต่างประเทศที่คล้ายคลึงกัน แม้จะไม่มีทีมที่ปรึกษาที่เฉพาะเจาะจงเช่น ทีมบ้านพิษณุโลก เหมือนรัฐบาลพลเอกชาติชาย ก็มุ่งเน้นการเติบโตทางเศรษฐกิจ เน้นการค้าการลงทุนและการเข้าไปมีบทบาทในองค์กรระหว่างประเทศ ส่งเสริมการค้าแบบเสรีโดยมุ่งเน้นนโยบายการเจรจาทางการค้าแบบทวิภาคี

นายกฯ ทักษิณ พยายามสร้างความแตกต่าง และสร้างภาพลักษณ์ว่า มีนโยบายหลายอย่างที่เป็นเรื่องใหม่ ซึ่งตนเองเป็นผู้ริเริ่ม โดยเฉพาะเป้าหมายของการกำหนดนโยบายต่างประเทศ ที่มุ่งจะให้คนทั่วโลกมองว่า นี่เป็นการริเริ่มของไทย โดยผู้นำไทยนั่นคือ นายกฯ ทักษิณ เพื่อก้าวไปสู่การเป็นผู้นำในเวทีโลก เช่น Asian Cooperation Dialogue (ACD) อีกทั้งเน้นย้ำแนวทางที่ไม่ต้องการพึ่งพาประเทศตะวันตก และชักชวนประเทศในแถบเอเชียให้หันมาสนับสนุน กันเอง การสนับสนุนแนวคิด Asia Bond แท้ที่จริงมิใช่เรื่องใหม่ เพราะได้เคยมีการกล่าวถึงกันแล้วในวงการการเงินระหว่างประเทศมาแล้ว

ภายใต้กรอบแนวคิดเรื่อง ACD ก็มีแนวคิดย่อยที่คล้ายคลึงกันคือ เรื่องความร่วมมือทางเศรษฐกิจลุ่มเจ้าพระยาและอิรวดี Economic Cooperation Strategy (ECS) ซึ่งเป็นแนวคิดที่ริเริ่มในปี 2003 คือเมื่อช่วงปีที่ผ่านมา หลังจากที่พ.ต.ท.ทักษิณเดินทางกลับมาจากกรุงวอชิงตัน สหรัฐอเมริกา ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับปี 2004 นโยบายของทักษิณในปีที่ผ่านมาไม่ค่อยมีเสียง คัดค้านมากนัก ทำให้เขาสนุกกับการแสดงบทบาทผู้นำในเวทีต่างประเทศของภูมิภาคอาเซียน

ECS ยังเป็นแนวทางที่นำไปสู่นโยบายการให้เงินทุนสนับสนุนประเทศเพื่อนบ้าน เช่นในลาว ในพม่า ในรูปเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ ซึ่งต้องยอมรับว่าเป็นแนวคิดที่กล้าบ้าบิ่น เมื่อเปรียบเทียบกับสมัยของนายกฯชาติชาย แม้จะเป็นการริเริ่มนโยบายต่างประเทศที่แปลกไปจากเดิมเหมือนกันก็ตาม ภายใต้แนวคิดเรื่อง ECS นั้นเป้าหมายของนายกฯ ทักษิณมุ่งจะบอกว่าเพื่อดึงพม่าเข้าสู่เวทีโลก และหาทางแก้ปัญหาเรื่องสิทธิมนุษยชนในพม่า

สิ่งหนึ่งที่เป็นข้อน่าสังเกตก็คือ เมื่อธนาคารส่งออกและนำเข้า (Exim Bank) อนุมัติเงินกู้ 600 ล้านบาทเพียงแค่สองวัน ชินแซททัลไลท์ (บริษัทในกลุ่มครอบครัวของนายกฯ ทักษิณ) ก็ได้เป็น supplier ในธุรกิจโทรคมนาคมในประเทศ พม่า และลาว ซึ่งเป็นประเทศที่ธนาคารได้อนุมัติเงินสนับสนุน

นอกจากนี้แล้วยังมีนโยบายด้านการค้าล่าสุดคือเรื่อง Free Trade Area (FTA) ซึ่งเป็นการตกลงด้านการค้าระหว่างประเทศ ที่ไม่ได้เกาะกลุ่มเฉพาะในประเทศในเขตอาเซียน หรือในเอเชียเท่านั้น FTA ของรัฐบาลทักษิณได้ข้ามไปเจรจาทำข้อตกลงการค้ากับประเทศในภูมิภาคอื่น เช่น ออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ด้วย

อย่างไรก็ตามนโยบายต่างประเทศของทักษิณไม่ได้มีลักษณะโดดๆ แต่มาเป็นชุดนโยบาย แต่ก็ไม่ได้มีความเป็นเอกภาพทั้งหมด เพราะบางนโยบายมุ่งที่อาเซียน แต่บางนโยบายก็ไม่มีขอบเขตของความตกลง เป้าหมายของทักษิณก็คือการเป็นผู้นำในเวทีต่างประเทศ แม้กระทั่งเรื่องที่สนับสนุนให้ ดร.สุรเกียรติ เสถียรไทย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ สมัครเข้าชิงตำแหน่งเลขาธิการองค์การสหประชาชาติ ก็เช่นกัน

นายกฯ ทักษิณต้องการให้ ACD เป็นตัวยกระดับประเทศไทยในเวทีโลก การกำหนดนโยบายต่างประเทศของทักษิณ เป็นไปเพื่อตอบสนองความทะเยอทะยานที่ต้องการเป็นผู้นำในเวทีโลก แต่นโยบายที่กำหนดออกมานั้นยังไม่ได้มีอะไรคืบหน้า แม้กระทั่งเรื่องพม่า หรือเรื่อง โรดแมป ก็ตาม

โดยสรุปแล้ว ความต้องการของนายกฯ ทักษิณที่จะเป็นผู้นำในภูมิภาคนั้นเป็นสิ่งที่เป็น ไปได้ หากนายกฯ ทักษิณมีความต้องการอย่างจริงจัง แต่ว่าจะต้องพยายามนำเอาความคิดนอกกรอบ (Out of the Box)ไปใช้ในทางที่แตกต่างจากปัจจุบัน

คุณอัษฎา ชัยนาม

คุณอัษฎา อดีตเอกอัครราชทูตไทยประจำสหประชาชาติ เป็นผู้อภิปรายในหัวข้อ “ไทยกับมหาอำนาจ ประเมินผลด้านนโยบายการทูตและผลิตผลของนโยบาย” โดยพูดถึงประเทศมหาอำนาจสำคัญ 4 ประเทศ ได้แก่ สหรัฐอเมริกา จีน ญี่ปุ่น และอินเดียว่า มีประเด็นและนโยบายต่างประเทศ ที่มองในปัญหาหรือสถานการณ์ต่างๆ โดยให้ความสำคัญแตกต่างกัน

สหรัฐอเมริกานั้น ให้ความสำคัญกับเรื่องเขตการค้าเสรี นโยบายต่อต้านการก่อการร้าย ปัญหาสิทธิมนุษยชน ปัญหาผู้ลี้ภัย การทำสงครามยาเสพติด และปัญหาสิ่งแวดล้อม ขณะที่ญี่ปุ่น จะเน้นที่การจัดการปัญหาในคาบสมุทรเกาหลี ความสัมพันธ์ระหว่างญี่ปุ่น จีน และเกาหลี รวมทั้งการให้ความช่วยเหลือกลุ่มประเทศในโลกที่ 3 ต้องการที่ได้ฐานะเป็นสมาชิกถาวรของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ นอกจากนี้ ยังให้ความสำคัญกับปัญหาด้านสาธารณสุข โดยเฉพาะโรคซาร์ส และไข้หวัดนก เป็นต้น

ส่วนจีน เรื่องสำคัญที่สุดขณะนี้คือ ปัญหาไต้หวัน และยังมีประเด็นรองอื่นๆอีกเช่น การไม่ต้องการให้ประเทศอื่นมาแทรกแซงกิจการภายใน(คล้ายกับประเทศพม่า) เขตการค้าเสรี การต่อต้านการก่อการร้ายระหว่างประเทศ และนโยบายส่งเสริมการพัฒนาเทคโนโลยีดาวเทียม เป็นต้น แต่ก็ยังมีผู้วิพากษ์วิจารณ์ถึงนโยบายด้านสิทธิมนุษยชนในจีนว่ายังมีปัญหาอยู่

สำหรับอินเดียนั้น เรื่องสำคัญคือ ปัญหาแคชเมียร์ และความสัมพันธ์ระหว่างอินเดียกับประเทศใกล้เคียง เช่น ปากีสถาน จีน และอินเดียกับพม่า ซึ่งอินเดียก็ให้น้ำหนักกับการพัฒนาเทคโนโลยีดาวเทียมและอวกาศเช่นกัน

หากมองย้อนมาที่ประเทศไทย คุณอัษฎา มองว่า นโยบาย ACD ดูจะเป็นจุดขายที่สำคัญของรัฐบาลชุดนี้ ซึ่งก็หวังจะให้ประสบความสำเร็จเพราะส่งผลดีทั้งต่อภาครัฐและเอกชน ส่วนนโยบายอื่นๆก็ครอบคลุมด้านต่างๆเช่น การท่องเที่ยว ปัญหาสุขภาพของประชาชน แต่ดูเหมือนว่ารัฐบาลต้องการให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางของทุกสิ่งทุกอย่างในจักรวาลนี้ ทำให้ต้องพิจารณาถึงความเป็นไปได้ของแนวทางดังกล่าวด้วย

อย่างไรก็ตาม นโยบายของรัฐบาลหลายประเด็นมีความทับซ้อนกัน ซึ่งแทนที่จะปล่อยให้เป็นอย่างนั้น หากได้รับการแก้ไขก็อาจใช้เป็นอำนาจในการต่อรองได้ เช่น นโยบายการควบคุมการแพร่กระจายของอาวุธนิวเคลียร์บนคาบสมุทรเกาหลี (NPT) นั้น ประเด็นนี้มีความสำคัญต่อสหรัฐอเมริกา ในเวลาเดียวกันรัฐบาลไทยก็มีความใกล้ชิดกับทั้งเกาหลีเหนือและเกาหลีใต้ จะมีบทบาทไกล่เกลี่ยได้

สำหรับการส่งทหารไทยไปอิรักนั้น แสดงให้เห็นจุดยืนของรัฐบาลไทยที่สนับสนุนสหรัฐ แต่นโยบายดังกล่าวส่งผลถึงความปลอดภัยของประเทศไทยในระยะยาวด้วย ในขณะที่นายกฯทักษิณถือว่าเรื่องนี้มีความสำคัญ โดยเฉพาะกับตัวนายกฯเองที่ทำให้ได้เข้าพบกับ ประธานาธิบดีบุช และหลังจากนั้น นโยบายต่อต้านการก่อการร้ายก็กลายเป็นนโยบายต่างประเทศที่สำคัญของไทย

จะเห็นได้ว่า นโยบายหลายด้านของรัฐบาลทักษิณ เน้นการส่งเสริมและขยายการเจริญเติบโตด้านรายได้ ทำให้เกิดกระแสเงินลงทุนหมุนเวียน แต่คุณอัษฎา ก็อยากให้รัฐบาลคำนึงถึงผลประโยชน์ของประชาชนในด้านอื่นๆด้วย นอกเหนือจากมองเรื่องเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียว

สิ่งที่ทำให้นโยบายต่างประเทศของรัฐบาลทักษิณล้มเหลว คือท่าทีของนายกฯ เพราะถึงแม้ว่าจะใช้แนวทางที่แตกต่างและแปลกไปจากนโยบายเดิม แต่เนื่องจากเป็นนโยบายที่ถูกกำหนดโดยขาดการตระเตรียมที่ดีพอ ดร. สุรเกียรติ เสถียรไทย และนายกทักษิณ จะมีท่าทีที่คล้ายคลึงกัน คือวางตำแหน่งของตนเองไม่ชัดเจนในเวทีระหว่างประเทศ เช่น สงครามอิรักในปี 2001 ซึ่งช่วงแรกรัฐบาลไทยไม่ได้กำหนดบทบาทตัวเองอย่างชัดเจน คุณอัษฎาเห็นว่านโยบายเรื่องต่อต้านการก่อการร้ายของรัฐบาลนี้ล้มเหลวเพราะเปลี่ยนแปลงไปมา ไม่แน่นอน และไม่สามารถอธิบายกับสาธารณะได้อย่างชัดเจน แต่ตอบสนองความต้องการซึ่งกันและกันของผู้มีอำนาจมากกว่า

ในตอนท้ายของการอภิปราย คุณอัษฎาเสนอว่า การกำหนดนโยบายต่างประเทศของไทยนั้น สิ่งสำคัญจะต้องคำนึงถึงประเด็น 4 ประการ ดังต่อไปนี้ด้วย คือ การสร้างความสมดุลของอำนาจ ปัญหาการก่อการร้ายที่ขณะนี้ขยายตัวลุกลามไปทั่วโลกแล้ว ความมั่นคงของภูมิภาค และสภาพโลกาภิวัฒน์ที่เกิดขึ้น

คุณกวี จงกิจถาวร

คุณกวีเป็นผู้ช่วยคณะบรรณาธิการเดอะเนชั่น ทำหน้าที่เป็นผู้วิจารณ์มุมมองของวิทยากรทั้งสองคนที่อภิปรายก่อนหน้านี้ โดยเห็นว่ามีการวิเคราะห์นโยบายต่างประเทศของนายกฯ ทักษิณได้อย่างน่าสนใจ แต่ในความเห็นของคุณกวี คิดว่า นโยบายต่างประเทศของพ.ต.ท.ทักษิณ ยังไม่เป็นระบบ และขาดการวางแผนและตระเตรียมที่ดีเพียงพอ เป็นแบบผุดขึ้นมา (impromptu) เป็นนโยบายแบบการตลาดการทูต (diplomatic marketing) เช่น นโยบาย ACD ที่เป็นการ promote นายกฯ ทักษิณไม่มีอะไรมากไปกว่าการเชิญรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศมาพบปะกัน ไม่มีอะไรใหม่ หลายๆโครงการ เกิดขึ้นเพราะต้องสนองความต้องการของนายกฯทักษิณเอง เช่น ต้องการ CEO ทุกแผนก ตั้งแต่รัฐมนตรี ผู้ว่าราชการจังหวัดจนถึงทูต

“ผมเห็นด้วยบางส่วนกับที่อาจารย์ฐิตินันท์กล่าวถึงในเรื่องความแปลกของนโยบายทักษิณ ที่คล้ายกับความแปลกของนโยบายพลเอกชาติชาย แต่ในทางปฏิบัติไม่ชัดเจน แม้กระทั่งเรื่อง Bangkok process ดังนั้นผมจึงไม่อยากจะเรียกว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นนโยบายต่างประเทศที่แท้จริง”

เราจะพบว่าทักษิณกระโดดเข้าสู่เวทีโลก แบบต้องการสร้างเครือข่าย และวิ่งให้ทันกระแสโลกาภิวัตน์ มากกว่าที่จะมีนโยบายแบบมีทิศทาง แม้นายกฯ ทักษิณจะอ้างว่าเขาเป็นรัฐมนตรีต่างประเทศมาแล้วถึง 90 วัน (ในปี 1995) และเข้าใจว่าตนเองรู้ทุกเรื่องในเรื่องนโยบายและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศก็ตาม และดูเหมือนกับว่าประเทศอาเซียนก็สนับสนุนนายกฯ ทักษิณในเการสนับสนุนให้ดร.สุรเกียรติ เสถียรไทย สมัครเข้าชิงเลขาธิการองค์การสหประชาชาติ โดยไม่มีการคัดค้าน

คุณกวีมองว่า นายกฯ ทักษิณเป็นนักการค้า และนักการตลาดที่รู้ความต้องการของลูกค้า โดยเน้นให้น้ำหนักที่ประเทศสหรัฐและจีน กระทั่งการไปวอชิงตันดีซี ก็ทำให้สุดท้ายบุชประกาศให้ไทยเป็นประเทศพันธมิตรนอกนาโต้ได้ ดูคล้ายเป็นความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ ในแนวคิดของนายกฯทักษิณ นโยบายต่างประเทศที่ทำออกมาเหมือนกับเป็นการสร้างอำนาจครองความเป็นเจ้า (hegemonic) ในภูมิภาคอาเซียน ซึ่งรัฐบาลพลเอกชาติชายพยายามทำก่อนหน้านี้แต่ไม่ประสบความสำเร็จ

อย่างไรก็ตาม คุณกวียังไม่เชื่อว่านายกฯ ทักษิณจะเป็นผู้นำในเวทีอาเซียนได้ในระยะยาว เพราะยังขาดความเป็นผู้นำ ขาดจริยธรรม (leadership and moral) ขาดความสม่ำเสมอ ขาดความอดทน การเป็นผู้นำอาเซียนที่จริงจึงต้องมีคุณสมบัติมากกว่านี้ คนที่เปรียบเทียบเขาเป็นมหาธีร์แห่งมาเลเซีย หรือลีกวนยู ของสิงคโปร์ นั้นยังเป็นการเปรียบเทียบที่ไม่เข้ากันเท่าไหร่ แม้นายกฯ ทักษิณจะมีความดึงดันคล้ายกับลีกวนยูในเรื่องที่ต้องการกำหนดนโยบายอะไร ก็ทำไปโดยไม่สนใจเสียงคัดค้าน แต่ลีกวนยูเขาจะเตรียมการ วางแผน และศึกษานโยบายที่จะทำ ก่อนจะออกมาเป็นนโยบาย ในขณะที่นโยบายต่างประเทศของนายกฯทักษิณเป็นแบบ “ทำไปก่อนแล้วค่อยเปลี่ยนทีหลัง” ซึ่งแสดงให้เห็นว่าไม่มีการเตรียมการเลย กรณี ACD เป็นตัวอย่างที่ชัดเจน

คุณกวีตั้งข้อสังเกตว่านโยบายต่างประเทศของไทยจริงๆ น่าจะเกิดขึ้นหลังจากที่กลุ่มประเทศอาเซียนได้ข้อสรุป และต้องรับผิดชอบกับความตกลงในเรื่องต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น ACD หรือการสนับสนุน ดร.สุรเกียรติเป็นเลขาธิการองค์การสหประชาชาติ

การอภิปราย

เมื่อวิทยากรทั้ง 3 คนอภิปรายเสร็จสิ้น ก็เป็นการเปิดเวทีเพื่อซักถามในประเด็นต่างๆ ที่ผู้เข้าร่วมรับฟังสงสัย หรือต้องการข้อมูลเพิ่มเติม ซึ่งมีผู้สงสัยเกี่ยวกับ human security network

คุณอัษฎา ให้ความเห็นว่า การกำหนดนโยบายในเรื่องนี้เกิดขึ้นจากประเทศตะวันตก ซึ่งมีไม่กี่ประเทศในโลกที่สามที่มีส่วนเกี่ยวข้อง หนึ่งในประเทศเหล่านั้นคือประเทศไทย เพราะสมัยนั้นดร.สุรินทร์ พิศสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสนใจเรื่องเหล่านี้ และต้องการพูดเรื่องนี้ ซึ่งที่ผ่านมาก็มุ่งประเด็นเรื่องกายภาพ หรือ physical ทั้งที่จริงแล้วมีประเด็นที่มากกว่าเรื่องกายภาพ ในกระทรวงต่างประเทศมีการเชิญ ดร.สุรเกียรติ เสถียรไทย ในฐานะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ไปประชุมหลายครั้ง ไม่ใช่เพราะท่านมีคุณสมบัติ แต่เป็นเพราะที่ประชุมต้องการรู้ว่าไทยมีจุดยืนอย่างไร อย่างไรก็ตาม ดร.สุรเกียรติไม่เคยไปในช่วงสองปีที่ผ่านมา เพราะไม่สนใจ และมีลักษณะเป็น practical มากกว่า idealistic ในเรื่อง human security เป็นเรื่องเชิงความคิดมากกว่าเชิงปฏิบัติ ซึ่งดร.สุรเกียรติไม่ถนัด แต่เชื่อว่าต่อจากนี้ไป ดร.สุรเกียรติจะพูดเรื่องนี้มากขึ้น

ในแง่ความช่วยเหลือระหว่างประเทศนั้น คุณอัษฎา คิดว่าถ้าจะส่งผลดี ควรจะส่งผลดีต่อประชาชน มากกว่าที่จะส่งผลต่อบริษัทใดบริษัทหนึ่ง โดยเฉพาะในบริษัทเครือญาติ และควรจะ ยุติธรรมกับทุกบริษัท ไม่ใช่บริษัทในเครือของใครบางคน ที่ได้รับประโยชน์จากผู้มีอำนาจอย่างที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน

นอกจากนี้ ยังมีคำถามเกี่ยวกับนโยบายต่างประเทศที่มีต่อประชาชนไทย และกลุ่มประเทศอาเซียน

คุณกวี ให้ความเห็นว่า ไทยไม่มีศักยภาพพอที่จะเป็นผู้นำอาเซียนได้ ในขณะที่เวียดนามกำลังเป็นประเทศที่ทวีความสำคัญมากขึ้นในเวทีอาเซียน ส่วนอินโดนีเซียภายใต้การนำของผู้นำคนใหม่ ก็น่าจะทำให้อินโดนีเซียในฐานะประเทศประชาธิปไตยที่ใหญ่ที่สุดจะฟื้นตัวขึ้นมาและกลับมาผงาดเป็นผู้นำอาเซียนอีกครั้ง

คุณอัษฎาให้ความเห็นว่า ไทยไม่สามารถเป็นผู้นำอาเซียนได้เพราะเราละเลย ไม่สนใจหรือเห็นความสำคัญของกลุ่มประเทศในอาเซียน เช่นกรณี ACD ก็เป็นเรื่องที่ไปผูกกับเอเชียตะวันออกมากกว่า โดยขาดการสนับสนุนจากอาเซียน

ก่อนหน้าการประชุมเอเชียยุโรปที่เวียดนาม กลุ่มประเทศอาเซียนใหม่ ที่ประกอบด้วย ลาว เวียดนาม พม่า และกัมพูชา ก็ได้มีการประชุมกัน ก่อนที่จะมีการประชุมใหญ่ แสดงว่าอาเซียนเองก็มีกลุ่มย่อยอยู่ ซึ่งกลุ่มนี้รู้สึกว่าตนเองถูกทอดทิ้ง ไม่ได้รับความสำคัญเท่าที่ควร นี่ก็เป็นตัวอย่างที่สะท้อนให้เห็นภาพดังกล่าวได้ชัดเจนขึ้น

------------------------------------------

*สรุปและถอดความเป็นภาษาไทยโดยคุณโสภิต หวังวิวัฒนา

Keywords : รัฐบาลทักษิณ, ไทย-สหรัฐฯ, ไทย-จีน. ไทย-ญี่ปุ่น, สุรเกียรติ เสถียรไทย, โสภิต หวังวิวัฒนา, ไทย-พม่า, ไทย-อิรัก, ฐิตินันท์ พงษ์สุทธิรักษ์, อัษฎา ชัยนาม, กวี จงกิจถาวร
  
10 พ.ย. 2547   




ศูนย์โลกสัมพันธ์ไทย สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ชั้น 7 อาคารประชาธิปก-รำไพพรรณี ถนนพญาไท ปทุมวัน กรุงเทพฯ 10330
โทรศัพท์ 0-2218-7464, 0-2218-7466 โทรสาร 0-2255-1124

Thai World Affairs Center, Institute of Asian Studies, Chulalongkorn University
7th Floor, Prajadhipok-Rambhai Barni Building, Phyathai Road, Bangkok 10330 Thailand
Tel: +66 (0) 2218-7464, 2218-7466 Fax: +66 (0) 2255-1124

E-mail: info@thaiworld.org
Website: http://www.thaiworld.org