ธเนศ กองประเสริฐ

- อดีตเศรษฐกรของฝ่ายวิจัย ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)
-ปัจจุบันเป็นนักวิชาการอิสระ
ผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยจากมหันตภัยคลื่นสึนามิถล่มภาคใต้
 

แผ่นดินไหวอย่างรุนแรงถึงระดับ 9 ตามมาตราริกเตอร์ (Richter Scale) ที่มีศูนย์กลาง (Earthquake Focus) อยู่ใต้พื้นมหาสมุทรอินเดีย ห่างจากเมืองเมดานทางตอนบนของเกาะสุมาตรา ประเทศอินโดนีเซีย ไปทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือราว 330 กิโลเมตร เมื่อเวลา 7.58 น. ของวันอาทิตย์ที่ 26 ธันวาคม 2004 นั้น ได้ก่อให้เกิดการสั่นสะเทือนใต้ผิวน้ำอย่างมโหฬาร มวลน้ำทะเลจำนวนมหาศาลจึงกระเพื่อมอย่างรุนแรง ก่อตัวเป็นระลอกคลื่นสึนามิ (Tsunami) ประเภท Earthquake Sea Wave แผ่กระจายออกไปทุกทิศทุกทาง จากจุดเหนือศูนย์กลางของการไหว (Epicenter) ด้วยความเร็ว 600-1,000 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และถาโถมเข้าสู่ชายฝั่งของดินแดนโดยรอบมหาสมุทรอินเดียทั้ง 12 ประเทศ คือ อินโดนีเซีย อินเดีย ศรีลังกา มาเลเซีย ไทย พม่า บังกลาเทศ มัลดีฟส์ เซเชลส์ โซมาเลีย เคนยา และแทนซาเนีย อย่างรุนแรง สร้างความพินาศอย่างใหญ่หลวงแก่สิ่งก่อสร้างและทรัพย์สินมากมายมหาศาล ตลอดจนคร่าชีวิตผู้คนไปไม่น้อยกว่า 300,000 คนด้วย เฉพาะอินโดนีเซียเพียงประเทศเดียวก็มีผู้เสียชีวิตถึง 228,000 คน

สำหรับประเทศไทยซึ่งอยู่ห่างจุดศูนย์กลางแผ่นดินไหว 500-600 กิโลเมตรนั้น คลื่นสึนามิใช้เวลาเดินทางราว 1 ชั่วโมงครึ่ง ก็ถาโถมเข้ากระหน่ำชายฝั่งภาคใต้ด้านทะเลอันดามัน ในเขตพื้นที่ 6 จังหวัด คือ ภูเก็ต พังงา กระบี่ ระนอง สตูล และตรัง ตั้งแต่เวลาประมาณ 9.00-10.30 น. แรงถล่มของคลื่นยักษ์ที่ทรงพลังมหาศาลซึ่งมีความสูง 7-15 เมตร ได้ทำลายอาคารบ้านเรือนและสิ่งก่อสร้างต่าง ๆ ที่อยู่ในบริเวณชายฝั่งไปจนราพณาสูร รวมทั้งทรัพย์สินอื่น ๆ อีกมากมายมหาศาล คิดเป็นมูลค่าไม่น้อยกว่า 100,000 ล้านบาท ยิ่งไปกว่านั้น ผู้คนทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศก็ต้องสังเวยชีวิตไปกับมหันตภัยครั้งนี้ถึงประมาณ 10,000 คน นับได้ว่าเป็นหายนภัยทางธรรมชาติครั้งยิ่งใหญ่ ซึ่งไม่เคยปรากฏมาก่อนในประเทศไทย ความสูญเสียอย่างใหญ่หลวงดังกล่าว แม้ในทางกายภาพจะจำกัดอยู่เฉพาะบริเวณชายฝั่งทะเลของ 6 จังหวัดภาคใต้เท่านั้น แต่มหันตภัยครั้งนี้ก็ได้ส่งผลกระทบกระเทือนต่อเศรษฐกิจไทยโดยรวมอยู่เป็นอันมากด้วย

ผลกระทบทางเศรษฐกิจต่อ 6 จังหวัดภาคใต้

พื้นที่ 6 จังหวัดภาคใต้ที่ประสบมหันตภัยจากคลื่นสึนามิครั้งนี้คือ ภูเก็ต พังงา กระบี่ ระนอง สตูล และตรัง นั้น จังหวัดที่ได้รับความเสียหายอย่างหนักก็คือ พังงา กระบี่ และภูเก็ต ส่วนอีก 3 จังหวัดคือระนอง สตูล และตรัง ประสบความเสียหายไม่มากนัก ความเสียหายที่เกิดขึ้นจากหายนภัยครั้งนี้พอจะแบ่งออกได้เป็น 5 กลุ่มคือ ความเสียหายของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว ความเสียหายของธุรกิจการประมง

พื้นที่ใน 6 จังหวัดภาคใต้ที่ประสบภัยจากคลื่นสึนามิ

จังหวัด
อำเภอ
ตำบล
หมู่บ้าน
ครัวเรือน
สตูล
6
18
87
4,962
ตรัง
5
66
57
2,863
กระบี่
5
22
84
3,425
พังงา
7
27
123
5,262
ภูเก็ต
3
15
100
1,463
ระนอง
5
13
51
2,203
รวม 6 จังหวัด
29
161
502
20,178
ที่มา : กระทรวงมหาดไทย

จำนวนผู้เสียชีวิต บาดเจ็บ และสูญหาย ของ 6 จังหวัดภาคใต้ที่ประสบภัยจากคลื่นสึนาม

จังหวัด
เสียชีวิต
บาดเจ็บ
สูญหาย
ภูเก็ต
262
1,111
677
พังงา
4,077
5,597
958
กระบี่
665
1,376
2,158
ระนอง
172
246
16
ตรัง
5
112
1
สตูล
6
15
0
รวม 6 จังหวัด
5,187
8,457
3,810
หมายเหตุ : ข้อมูล ณ วันที่ 3 มกราคม 2548

จำนวนและสภาพความเสียหายของอาคารในพื้นที่ 5 จังหวัดภาคใต้ที่ประสบภัยจากคลื่นสึนามิ*

พื้นที่ บ้านพักอาศัย อาคารสาธารณะ
(สถานที่ราชการ โรงเรียน โรงฝึกอบรม และสำนักสงฆ์)
โรงแรม/รีสอร์ท ร้านค้า
ไม่เสียหาย
เสียหายบางส่วน
เสียหายทั้งหมด
ไม่เสียหาย
เสียหายบางส่วน
เสียหายทั้งหมด
ไม่เสียหาย
เสียหายบางส่วน
เสียหายทั้งหมด
ไม่เสียหาย
เสียหายบางส่วน
เสียหายทั้งหมด
ภูเก็ต
20
13
3
4
2
15
0
4
1
32
10
5
กระบี่
  • พื้นที่ชายฝั่ง และลันตาใหญ่
-
7
9
0
3
-
0
4
0
-
-
-
พังงา
  • เกาะคอเขา
5
15
11
5
3
3
3
6
7
1
1
2
  • บ้านน้ำเค็ม
296
162
180
13
0
0
0
0
1
3
1
3
  • บ้านเขาหลัก
0
165
315
0
1
0
1
0
0
0
310
925
  • อำเภอท้ายเหมือง
6
16
71
2
4
0
0
0
0
11
6
4
รวม
307
358
577
20
8
3
4
6
8
15
318
934
ระนอง
  • อำเภอกะเปอร์
0
0
0
0
2
0
0
0
55
0
0
0
  • กิ่งอำเภอสุขสำราญ
4
0
122
1
0
2
11
7
0
1
0
0
รวม
4
0
122
1
2
2
11
7
55
1
0
0
ตรัง
0
5
8
1
0
0
0
0
0
0
0
0
รวม 5 จังหวัด
331
383
719
26
15
20
15
21
64
48
328
939
รวมความเสียหายทั้งหมด
1,102
35
85
 
1,267
ที่มา: สภาวิศวกร กับกรมโยธาธิการและผังเมือง

ความเสียหายต่อโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจ (Infrastructure) อาทิ ระบบโทรคมนาคม ระบบสายส่งไฟฟ้า ท่าเทียบเรือ และท่าอากาศยาน เป็นต้น ความเสียหายต่อการจ้างงาน กับความเสียหายของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งความเสียหายของแต่ละกลุ่มมีดังต่อไปนี้

1. ความเสียหายของอุตสาหกรรรมการท่องเที่ยว

พื้นที่ 6 จังหวัดภาคใต้ที่ประสบภัยจากคลื่นสึนามินั้น นับเป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญของประเทศ เนื่องจากได้รับความนิยมอย่างสูงจากนักท่องเที่ยว โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวต่างชาติ สามารถทำรายได้จากการท่องเที่ยวรวมกันถึงปีละกว่า 1.5 แสนล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนราวร้อยละ 25 ของรายได้จากการท่องเที่ยวทั้งหมด ซึ่งสูงเป็นอันดับ 1 ของประเทศ โดยที่เป็นแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยม ประกอบกับหายนภัยครั้งนี้อุบัติขึ้นในช่วงคริสต์มาสและใกล้ปีใหม่ อันเป็นช่วงต้นของฤดูการท่องเที่ยว (High Season) ซึ่งจะเริ่มตั้งแต่เดือนพฤศจิกายนไปจนถึงเดือนมีนาคม ความประจวบเหมาะดังกล่าว จึงทำให้ความสูญเสียและผลกระทบที่เกิดกับอุตสาหกรรมท่องเที่ยว หนักหน่วงรุนแรงเต็มที่ ทั้งในแง่ของจำนวนผู้เสียชีวิต ซึ่งมีทั้งนักท่องเที่ยว และผู้คนที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนสิ่งก่อสร้าง อันได้แก่ อาคารโรงแรม รีสอร์ต บ้านพัก ร้านขายของที่ระลึก ร้านค้า ร้านอาหาร รวมทั้งทรัพย์สินอุปกรณ์เครื่องมือเครื่องใช้ต่าง ๆ และยานพาหนะ ทั้งรถยนต์ และเรือนำเที่ยว ล้วนแต่ประสบความเสียหายอย่างยับเยิน คิดเป็นมูลค่าไม่ต่ำกว่า 60,000 ล้านบาท อีกทั้งยังสูญเสียโอกาสที่จะทำรายได้ในช่วง High Season นี้ไป ซึ่งคิดเป็นเม็ดเงินราว 35,000-40,000 ล้านบาท

จำนวนนักท่องเที่ยว ที่พัก และรายได้จากการท่องเที่ยวในปี 2547 ของ 6 จังหวัดภาคใต้ที่ประสบภัยคลื่นสึนามิ

จังหวัด
จำนวนนักท่องเที่ยว
(ล้านคน)
จำนวนโรงแรม/ที่พัก
(แห่ง)
จำนวนห้องพัก
(ห้อง)
จำนวนวันที่พัก
(วัน/ครั้ง)
ค่าใช้จ่ายของนักท่องเที่ยว
(บาท/คน/วัน)
รายได้จากการท่องเที่ยว
(ล้านบาท)
ภูเก็ต
4.05
560
31,302
7-15
4,250
85,000
กระบี่
1.37
337
10,493
6-8
4,100
35,000
พังงา
0.35
134
5,026
6-10
3,800
22,000
ระนอง
1.82
20
1,028
2-3
2,100
3,000
ตรัง
0.54
19
1,705
2-3
3,000
4,000
สตูล
0.11
24
645
1-2
1,800
2,000
รวม
8.24
1,094
50,199
5.4*
3,175*
151,000
ที่มา : การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย
* เป็นค่าเฉลี่ยของ 6 จังหวัด

จำนวนห้องพักในจังหวัดภูเก็ต กระบี่ และพังงา ที่สามารถเปิดดำเนินการได้หลังประสบภัยคลื่นสึนามิ

จังหวัด
ก่อนเกิดเหตุการณ์
หลังประสบภัยคลื่นสึนามิ
จำนวนที่พักซึ่งมีอยู่
(แห่ง)
จำนวนห้องพัก
(ห้อง)
จำนวนที่พักซึ่งเปิดดำเนินการได้ภายหลังเหตุการณ์
(แห่ง)
จำนวนห้องพัก
(ห้อง)
จำนวนห้องพักคิดเป็นร้อยละของที่มีอยู่เดิม
ภูเก็ต
560
31,302
423
35,762
82.30
กระบี่
337
10,493
285
8,056
76.77
พังงา
137
5,026
40
792
15.75
รวม
1,031
46,821
748
34,610
เฉลี่ย 58.27
ที่มา : กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา (ข้อมูลเมื่อวันที่ 3 มกราคม 2548)
หมายเหตุ : จำนวนห้องพักที่ได้รับความเสียหายของ 3 จังหวัดรวม 12,211 ห้อง คิดเป็นมูลค่าประมาณ 12,000 ล้านบาท

นอกจากนั้น มหันตภัยครั้งนี้ก็ทำให้นักท่องเที่ยวเกิดความหวาดกลัว มีการยกเลิกกรุ๊ปทัวร์ที่จองไว้เป็นจำนวนมาก ขณะเดียวกันลูกค้าที่จะจองเข้ามาใหม่ก็ไม่มี ในเดือนมกราคม 2005 อัตราการเข้าพักของโรงแรมใน 6 จังหวัดที่ประสบภัยเหลือเพียงร้อยละ 10 เท่านั้น และคาดว่าจะลดลงไปอีกในเดือนต่อๆ ไป ประมาณว่าในช่วง 4 เดือนแรกของปี 2005 ทั้ง 6 จังหวัดจะสูญเสียรายได้ไปประมาณ 40,000 ล้านบาท การทรุดลงของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวเช่นนี้ จะนำไปสู่ปัญหาสำคัญที่กำลังตามมาในอนาคตอันใกล้คือ การหยุดดำเนินงานและเลิกจ้างแรงงานในอุตสาหกรรมนี้ รวมทั้งกิจกรรมที่เกี่ยวข้อง ซึ่งมีแรงงานอยู่ทั้งสิ้นไม่ต่ำกว่า 200,000 คน ในช่วงต้นเดือนกุมภาพันธ์ 2005 ก็เริ่มมีโรงแรมขนาดกลางและขนาดเล็กบางส่วน ที่ไม่สามารถแบกรับต้นทุนค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ได้ เริ่มปิดกิจการไปชั่วคราวแล้ว โดยยอมจ่ายเงินเดือนเป็นการชดเชยให้แก่พนักงานที่ถูกเลิกจ้าง 3 เดือน โรงแรมเหล่านี้จะเปิดอีกครั้งในเดือนพฤศจิกายน 2005 ซึ่งเป็นช่วงเริ่มต้นของ High Season นอกจากนั้น ก็มีธุรกิจนำเที่ยวปิดตัวไปแล้วราว 350 ราย (เฉลี่ยแต่ละรายจะมีพนักงานอยู่ราว 10 คน) นอกจากนี้ก็ปรากฏว่า กิจการรถทัวร์ รถเช่า เรือท่องเที่ยว ธุรกิจสปา ธุรกิจบันเทิง ร้านอาหารขนาดใหญ่ ร้านอัญมณี และผู้ประกอบอาชีพให้บริการนักท่องเที่ยวที่ชายหาดอาทิ เรือเช่า เก้าอี้ผ้าใบและร่ม กับหมอนวด กำลังตกอยู่ในภาวะซบเซาอย่างหนัก คาดว่าการปิดกิจการของธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมท่องเที่ยวคงจะดำเนินต่อไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากเดือนมีนาคมซึ่งพ้นฤดูการท่องเที่ยว (High Season) ไปแล้ว เพราะไม่มีรายได้เข้ามาหล่อเลี้ยงกิจการ เนื่องจากการฟื้นฟูความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยวให้กลับคืนมาดังเดิมนั้น คงจะต้องใช้เวลาอีกนานทีเดียว วงการท่องเที่ยวคาดหมายในแง่ดีว่า สำหรับภูเก็ตที่ประสบความเสียหายไม่มากนักอาจจะใช้เวลาประมาณ 3-6 เดือน ส่วนที่ตำบลเขาหลัก จังหวัดพังงา เกาะพีพี จังหวัดกระบี่ หาดกมลา และหาดป่าตอง จังหวัดภูเก็ต ซึ่งได้รับความเสียหายอย่างหนักนั้น คงจะต้องใช้เวลาราว 1 ปี แต่นี่ก็เป็นเพียงความคาดหมายเท่านั้น สิ่งที่บรรดาผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของ 6 จังหวัด กับสายการบินในประเทศ และการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย กำลังใช้ความพยายามร่วมกันอยู่เพื่อพยุงสถานการณ์ไว้ก็คือ การจัดแพ็กเกจท่องเที่ยวราคาถูกเป็นพิเศษ ซึ่งเป็นโครงการตามแนวคิด “ช่วยอันดามัน เที่ยวอันดามัน” เพื่อจูงใจนักท่องเที่ยวชาวไทย และชาวต่างประเทศให้ลงไปเยือนพื้นที่ประสบภัย ซึ่งก็ยังยากที่จะคาดคะเนว่าได้ผลหรือไม่เพียงใด เพราะนักท่องเที่ยวต่างประเทศก็ยังเสียขวัญอยู่ ส่วนนักท่องเที่ยวไทยส่วนใหญ่ก็มักมีความหวาดกลัว ที่จะเดินทางลงไปยังพื้นที่ซึ่งประสบภัยพิบัติ อันมีผู้เสียชีวิตเป็นจำนวนมากมายเช่นนี้ สถานการณ์จึงยังคงอับเฉาอึมครึมน่าวิตกอยู่เป็นอันมาก

อย่างไรก็ตามคาดหมายว่า ผลกระทบจากภัยพิบัติจากคลื่นสึนามิต่อการท่องเที่ยวของ 6 จังหวัดนั้น คงจะอยู่ในระดับปานกลางและกินเวลาไม่เกิน 1 ปี ประมาณว่ารายได้จากการท่องเที่ยวในปี 2548 ของ 6 จังหวัดที่ประสบภัยพิบัติ จะลดลงไปร้อยละ 40 คือจาก 151,000 ล้านบาท เหลือ 90,600 บาท หรือลดลงไป 60,400 ล้านบาท โดยในช่วงไตรมาสแรกซึ่งแหล่งท่องเที่ยว และโรงแรมตลอดจนที่พักส่วนใหญ่ ยังอยู่ในระหว่างฟื้นฟูและซ่อมแซม ผลกระทบจะรุนแรงมาก หลังจากนั้นสถานการณ์น่าจะค่อย ๆ กระเตื้องดีขึ้น คาดว่านักท่องเที่ยวจะเริ่มหวนกลับมาอีกในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปีซึ่งเป็นครึ่งแรกของ High Season

2. ความเสียหายของธุรกิจการประมง

การประมงเป็นกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ที่ได้รับความเสียหายรุนแรงมากรองลงมาจากการท่องเที่ยว คลื่นสึนามิที่โหมกระหน่ำชายฝั่งอันดามันทั้ง 6 จังหวัดนั้น ได้ทำลายหรือก่อให้เกิดความเสียหายแก่บ่อเลี้ยงปลา นากุ้ง เรือประมงทั้งขนาดเล็กและขนาดใหญ่ ตลอดจนเครื่องมือและอุปกรณ์การประมงต่าง ๆ อีกมากมายมหาศาล จากผลการสำรวจของกรมประมง และกระทรวงมหาดไทย พอจะประมวลได้ว่า ความสูญเสียของธุรกิจการประมงใน 6 จังหวัดที่ประสบมหันตภัยครั้งนี้ได้แก่ บ่อปลา และนากุ้ง เสียหายจำนวน 2,923 ราย รวมเป็นพื้นที่ประสบภัยทั้งสิ้น 52,060 ไร่ ฟาร์มเพาะเลี้ยงลูกกุ้งเสียหายไม่น้อยกว่า 400 ราย คิดเป็นมูลค่าราว 300 ล้านบาท นอกจากนั้นก็ยังส่งผลให้จำนวนลูกกุ้งที่ส่งออกสู่ตลาดลดลงไปประมาณเดือนละ 400 ล้านตัว เรือประมงสูญหายและชำรุดรวม 4,648 ลำ ในจำนวนนี้เป็นเรือประมงขนาดใหญ่ 1,222 ลำ เรือประมงขนาดเล็ก 3,426 ลำ คิดเป็นมูลค่าความเสียหาย 476.06 ล้านบาท ผู้เลี้ยงสัตว์น้ำในกระชังได้รับความเสียหายประมาณ 17,000 ราย กระชังเลี้ยงสัตว์น้ำเสียหาย 68,678 กระชัง คิดเป็นเนื้อที่ราว 1,123,176 ตารางเมตร มูลค่าความเสียหายประมาณ 835.45 ล้านบาท พื้นที่เพาะเลี้ยงหอยราว 510 ไร่ เสียหายโดยสิ้นเชิง เพราะหอยหลายชนิดสูญหายไปกับคลื่น สำหรับเครื่องมือและอุปกรณ์การประมงที่เสียหายได้แก่ โป๊ะ 421 โป๊ะ อวน 1,871 ปาก ลอบ 13,690 ใบ และเครื่องมือ

ความเสียหายของธุรกิจการประมงจากคลื่นสึนามิใน 6 จังหวัดภาคใต้

ประเภทของความเสียหาย
จำนวน
คิดเป็นมูลค่า
(ล้านบาท)
หมู่บ้านชาวประมง (ทั้งหมด 418 หมู่บ้าน)
เสียหาย 210 หมู่บ้าน
(เสียหายขั้นรุนแรง 30 หมู่บ้าน)
บ่อปลาและนากุ้ง
2,923 ราย (52,060 ไร่)
ไม่มีข้อมูล
ฟาร์มเพาะเลี้ยงลูกกุ้ง
400 ราย
300
โรงเพาะฟัก
40,048 ตารางเมตร
เรือประมงขนาดใหญ่
1,222 ลำ
476
เรือประมงขนาดเล็ก
3,426 ลำ
ผู้เลี้ยงสัตว์น้ำในกระชัง
17,000 ราย
ไม่มีข้อมูล
กระชังเลี้ยงสัตว์น้ำ
68,678 กระชัง
(1,123,176 ตารางเมตร)
835
พื้นที่เพาะเลี้ยงหอย
510 ไร่
ไม่มีข้อมูล
เครื่องมือและอุปกรณ์การประมงชนิดต่าง ๆ
-
1,277
รวม
-
17,440
ที่มา : กรมประมง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และ กระทรวงมหาดไทย

ประมงอื่น ๆ อีกราว 3,000 หน่วย คิดเป็นมูลค่าความเสียหายของเครื่องมือและอุปกรณ์การประมงราว 1,277 ล้านบาท รวมมูลค่าความเสียหายของธุรกิจการประมงทั้งหมดประมาณ 17,440 ล้านบาท

หลักเกณฑ์การให้ความช่วยเหลือของรัฐบาลแก่ชาวประมงที่ได้รับความสูญเสียจากคลื่นสึนามิ

ประเภทของความสูญเสีย
จำนวนเงินที่จะได้รับความช่วยเหลือ (บาท)
เรือประมง  
  • เรือขนาดเล็ก (ความยาวไม่เกิน 10 เมตร)
  • ค่ากู้เรือลำละไม่เกิน 10,000 บาท
  • ค่าซ่อมแซมลำละ 20,000 บาท
  • เรือขนาดใหญ่ (ความยาวเกินกว่า 10 เมตร)
  • เรือที่ซ่อมไม่ได้ชดเชยให้ไม่เกินลำละ 60,000 บาท
  • ค่ากู้เรือลำละไม่เกิน 25,000 บาท
  • ค่าซ่อมแซมไม่เกินลำละ 70,000 บาท
  • เรือที่ซ่อมไม่ได้ชดเชยให้ไม่เกินลำละ 200,000 บาท
  • ความเสียหายที่เกินกว่า 200,000 บาท จะมีคณะกรรมการประเมินความเสียหายและจะชดเชยให้ไม่เกินร้อยละ 60 ของความเสียหาย
เครื่องมือประมง (อวน ลอบ โป๊ะ และอุปกรณ์อื่น ๆ) เฉพาะที่ขึ้นทะเบียนไว้กับกรมประมง
  • ชดเชยให้ไม่เกิน 10,000 บาท
  • ความเสียหายที่เกินกว่า 10,000 บาท คณะกรรมการประเมินความเสียหาย จะตรวจสอบและชดเชยให้ไม่เกินร้อยละ 60 ของความเสียหายทั้งหมด
ผู้เลี้ยงปลาในกระชัง
  • ช่วยเหลือไม่เกินรายละ 4 กระชัง หรือไม่เกิน 54,000 บาท และ ให้สินเชื่อปลอดดอกเบี้ย 1 ปี อีกรายละไม่เกิน 30,000 บาท
ฟาร์มหอยมุก บ่อปลา บ่อกุ้ง และผู้เพาะเลี้ยงหอย
  • ให้เงินช่วยเหลือฟื้นฟูอาชีพไร่ละ 20,000 บาท และไม่เกินรายละ 5 ไร่ หรือรายละไม่เกิน 100,000 บาท
  • ในกรณีของบ่อกุ้งจะได้รับเงินกู้ปลอดดอกเบี้ย 1 ปี เพื่อใช้เป็นทุนหมุนเวียนไร่ละ 72,000 บาท
โรงเพาะฟักลูกกุ้ง
  • จะได้รับความช่วยเหลือร้อยละ 60 ของความเสียหายที่เกิดขึ้นจริง แต่ไม่เกินรายละ 180,000 บาท
ที่มา : กรมประมง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์

นอกจากความสูญเสียของธุรกิจการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ เรือ และอุปกรณ์การประมงต่าง ๆ ดังกล่าวแล้ว ผลแห่งความเสียหายต่าง ๆ ที่ต่อเนื่องมาก็คือ ความเสียหายของพื้นที่เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ เรือ และอุปกรณ์ที่ใช้ประกอบอาชีพ อันทำให้ผู้ประกอบการประมง โดยเฉพาะรายย่อยที่ขาดแคลนเงินทุน ยังไม่สามารถซ่อมแซมแก้ไขสิ่งที่เสียหายเพื่อกลับไปประกอบอาชีพได้ดังเดิมอีก แม้ว่าจะได้รับความช่วยเหลือจากทางราชการ แต่จำนวนเงินที่ได้รับเพียงไม่กี่หมื่นบาทนั้น ก็น้อยเกินกว่าจะนำไปซื้อหรือซ่อมแซมเรือ ตลอดจนอุปกรณ์การประมงให้สามารถใช้การได้อีก นับเป็นสภาพการณ์ที่น่าวิตกยิ่ง มีรายงานว่าเรือประมงขนาดเล็ก 1 ลำที่เสียหายจะต้องใช้เงินซ่อมแซมราว 35,000 บาท เนื่องจากไม้มีราคาแพงมาก มิหนำซ้ำ ค่าเสียหายตามระเบียบที่ทางจังหวัดประกาศออกมาว่าจะช่วยเหลือลำละ 20,000 บาทนั้น ได้รับจริงเพียง 3,500 บาท ซึ่งเมื่อสอบถามก็ได้รับคำตอบว่า ถ้าอยากได้เพิ่มก็ให้ไปอุทธรณ์เอากับประมงอำเภอ?

3. ความเสียหายต่อโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจ

แม้ว่าคลื่นสึนามิจะมีอำนาจทำลายล้างต่อพื้นที่ชายฝั่งลึกเข้าไปเพียง 1.5-2 กิโลเมตรเท่านั้นก็ตาม แต่ปรากฏว่าวิบัติภัยครั้งนี้ได้ทำความเสียหายแก่โครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจ (Infrastructure) ต่าง ๆ อยู่ไม่น้อย ที่ปรากฏอย่างชัดเจนในช่วงแรกที่เกิดภัยพิบัติขึ้นก็คือ ระบบสื่อสารโทรคมนาคม โดยเฉพาะอย่างยิ่งโทรศัพท์ในพื้นที่ 6 จังหวัด ไม่สามารถใช้การได้ทั้งระบบ เนื่องจากสายเคเบิลเส้นใยนำแสง (Fiber Optic Cable) ซึ่งฝังอยู่ที่พื้นดินได้รับความเสียหาย และอุปกรณ์ควบคุมการทำงานของสถานีฐานของโทรศัพท์มือถือในท้องที่ก็ได้รับความเสียหายจากกระแสน้ำด้วย จึงก่อให้เกิดปัญหาในการติดต่อสื่อสารในยามวิกฤตเช่นนั้นเป็นอย่างยิ่ง สำหรับท่าอากาศยานภูเก็ตก็ปรากฏว่ามีน้ำทะเลซัดสาดขึ้นมาจนเจิ่งนองทางวิ่ง จนหอบังคับการบินต้องแจ้งให้อากาศยานที่จะมาลงในช่วงนั้น บินกลับกรุงเทพฯ หรือเปลี่ยนไปลงท่าอากาศยานอื่นแทน แต่โชคดีที่ปัญหาต่าง ๆ ดังกล่าวนั้นสามารถแก้ไขได้ในช่วงเวลาที่ไม่ยาวนานนัก และไม่มีการประเมินมูลค่าความเสียหายไว้ด้วย ส่วนที่สามารถประเมินค่าความเสียหายออกมาได้ก็คือ ระบบสายส่งไฟฟ้า และท่าเทียบเรือ ซึ่งได้รับความเสียหายไปคิดเป็นมูลค่าที่ประเมินไว้ในเบื้องต้นราว 1,113.22 ล้านบาท

4. ความเสียหายต่อการจ้างงาน

ผลกระทบที่สำคัญอีกประการหนึ่ง ที่ติดตามมาหลังความสูญเสียต่อชีวิต ทรัพย์สิน และธุรกิจแล้วก็คือ ความเสียหายต่อการจ้างงาน เพราะภัยพิบัติครั้งนี้ได้ทำให้ธุรกิจหลักซึ่งเป็นแหล่งสำคัญของการจ้างงานในพื้นที่ เสียหายยับเยินไปเป็นอันมาก ทั้งธุรกิจการท่องเที่ยว การประมง และการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ซึ่งมีจำนวนแรงงานที่เกี่ยวข้องอยู่ทั้งหมดมากกว่า 200,000 คน จากรายงานสถานการณ์ความเสียหายจากคลื่นสึนามิของกระทรวงแรงงานนั้นระบุว่า สถานประกอบการใน 6 จังหวัดที่ประสบภัยพิบัติ ซึ่งมีอยู่ทั้งหมด 13,408 แห่ง และมีลูกจ้างทำงานอยู่ 185,565 คนนั้น มีสถานประกอบการที่ได้รับความเสียหายราว 932 แห่ง และมีลูกจ้างได้รับผลกระทบ 34,107 คน แต่จำนวนลูกจ้างที่ได้รับผลกระทบดังกล่าวนั้น คงจะต่ำกว่าความเป็นจริงอย่างมากมาย เพราะยังมีแรงงานอีกเป็นจำนวนมหาศาล ที่มิได้อยู่ในข่ายการรวบรวมของกระทรวงแรงงาน อาทิ พนักงานของโรงแรมซึ่งไม่ได้รับความเสียหายจากคลื่นสึนามิเลย เนื่องจากตัวอาคารตั้งอยู่บนเนินสูง อยู่ในเวิ้งอ่าว หรือมีเกาะบังอยู่ แต่ต้องถูกปลดออกเนื่องจากโรงแรมไม่มีลูกค้าเข้ามาพัก ลูกจ้างของธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยว อาทิ รถทัวร์ รถเช่า เรือท่องเที่ยว ร้านอาหาร ร้านค้ารายย่อย ผู้ให้เช่าเก้าอี้ผ้าใบและร่ม หมอนวดชายหาด ฯลฯ ลูกจ้างในเรือประมง คนงานตามบ่อเลี้ยงปลา และนากุ้ง เป็นต้น แรงงานเหล่านี้ส่วนใหญ่อยู่นอกสารบบของกระทรวงแรงงาน นอกจากนั้นก็ยังมีแรงงานต่างด้าวอีกมากมาย (เฉพาะที่ภูเก็ตจังหวัดเดียวก็มีแรงงานต่างด้าวอยู่ในระบบกว่า 27,000 คน และที่พังงาอีกไม่น้อยกว่า 6,500 คน ส่วนที่อยู่นอกระบบก็มีอยู่เป็นจำนวนมาก) ที่แทบจะไม่ได้รับความเหลียวแลเอาใจใส่เลย แต่แรงงานในธุรกิจต่าง ๆ ดังกล่าวก็ต้องตกงาน ได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจอย่างรุนแรง ซึ่งยากที่จะคาดคะเนหรือประเมินผลกระทบเป็นตัวเลขได้เนื่องจากขาดแคลนข้อมูล

5. ความเสียหายต่อธุรกิจอสังหาริมทรัพย์

ในจังหวัดภูเก็ตซึ่งเป็นเมืองท่องเที่ยวระดับนานาชาตินั้น มีโครงการอสังหาริมทรัพย์ราคาแพง ที่มุ่งขายลูกค้าชาวต่างประเทศที่มีฐานะดีอยู่มากมาย วิลล่าอันหรูหราที่มุ่งขายให้ชาวต่างประเทศซึ่งสร้างไว้บนเนินเขา มีราคาตั้งแต่หลังละ 40-120 ล้านบาท ส่วนโครงการบ้านจัดสรรที่มุ่งจำหน่ายแก่คนไทย ก็จะอยู่ในเมืองหรือชานเมืองที่ห่างไกลจากชายหาด ในปี 2547 ข้อมูลจากสำนักงานที่ดินจังหวัดภูเก็ตระบุว่า มีการยื่นขออนุญาตจัดสรรที่ดินถึง 51 โครงการ จำนวนรวม 3,894 ยูนิต โครงการอสังหาริมทรัพย์ทั้งหมดคงจะมิได้รับผลกระทบกระเทือนทางกายภาพจากคลื่นสึนามิ เนื่องจากอยู่ในที่สูงหรือห่างไกลจากชายหาดมาก แต่หายนภัยครั้งนี้จะส่งผลกระทบในแง่จิตวิทยา ต่อความเชื่อมั่นของลูกค้าโดยเฉพาะชาวต่างชาติ ทำให้ชะลอการตัดสินใจซื้ออสังหาริมทรัพย์เหล่านี้ออกไป และกว่าความเชื่อมั่นจะกลับคืนมาก็คงต้องใช้เวลาอีกนานพอสมควร นอกจากนั้นก็มีแนวโน้มว่า ทางราชการจะออกกฎหมายเกี่ยวข้องกับการจัดระเบียบเมืองมาใช้บังคับเพิ่มขึ้นอีก เพื่อป้องกันและบรรเทาภัยจากธรรมชาติ ซึ่งอาจมีผลให้ต้นทุนค่าใช้จ่ายของที่ดินและการก่อสร้างเพิ่มสูงขึ้น

ผลกระทบโดยรวมต่อเศรษฐกิจไทย

ผลกระทบจากภัยพิบัติคลื่นสึนามิโดยรวมต่อเศรษฐกิจไทยปี 2548 นั้น มีการพิจารณาโดยให้ความสำคัญกับปัจจัยหลัก 3 ประการด้วยกันคือ ความเสียหายของ 6 จังหวัด ที่เป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญของประเทศ ซึ่งมีผลกระทบต่อผลผลิตรวมประชาชาติ (Gross Domestic Product - GDP) มากที่สุด รองลงมาคือ รายได้จากการประกอบอาชีพ เช่น การทำประมง การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ และการค้าขาย เป็นต้น สุดท้ายก็คือ การสูญเสียรายได้จากการดำเนินงานของภาครัฐและเอกชน

จากการคำนวณผลกระทบด้านอุปสงค์ของเศรษฐกิจ ซึ่งในด้านลบเกิดจากความเสียหายของทรัพย์สิน และทรัพยากรธรรมชาติ ที่จะทำให้รายได้จากการท่องเที่ยวขาดหายไป โดยในช่วงต้นปี 2548 และผลกระทบต่อรายได้ของแรงงานที่ต้องตกงาน ซึ่งจะเป็นผลต่อเนื่องมาถึงการใช้จ่ายของคนเหล่านี้ แต่ในขณะเดียวกันก็มีผลในด้านเป็นการชดเชยจากกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่เพิ่มมากขึ้น เนื่องจากการลงทุนด้านการก่อสร้าง ซ่อมแซม และการซื้อเครื่องจักรอุปกรณ์ ตลอดจนการจับจ่ายใช้สอยเพื่อแก้ไขและซื้อหามาทดแทนทรัพย์สินที่เสียหายไป รวมถึงการใช้จ่ายของภาครัฐเพื่อฟื้นฟูให้สถานการณ์กลับคืนสู่ปกติ ตลอดจนเงินช่วยเหลือจากรัฐบาลและเอกชนที่ลงไปสู่ประชาชนซึ่งประสบภัยพิบัติ

สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติได้คำนวณในเบื้องต้นว่า เศรษฐกิจไทยจะได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติครั้งนี้เป็นวงเงินประมาณ 30,000-35,000 ล้านบาท เป็นการสูญเสียรายได้ด้านการท่องเที่ยวในระยะสั้นเป็นมูลค่าราว 20,000-25,000 ล้านบาท เป็นการสูญเสียรายได้ของภาคเอกชน ซึ่งประกอบกิจกรรมทางธุรกิจ อาทิ การประกอบอาชีพขับรถรับจ้าง ธุรกิจนำเที่ยว การค้าปลีก และอื่น ๆ อีกประมาณ 3,600 ล้านบาท นอกจากนั้นก็เป็นความสูญเสียเครื่องมือและอุปกรณ์ประกอบอาชีพต่าง ๆ อีกราว 400 ล้านบาท ในด้านของผลกระทบต่อการบริโภคภายในประเทศนั้นมีประมาณ 3,600 ล้านบาท ในส่วนของจำนวนเงินช่วยเหลือ และเงินบริจาค ทั้งจากภาครัฐและภาคเอกชน เพื่อช่วยเหลือและบรรเทาความเดือดร้อนของผู้ประสบภัย กับใช้ในการบูรณะฟื้นฟูความเสียหายต่าง ๆ นั้นมีมูลค่ารวมทั้งสิ้นประมาณ 35,000-40,000 ล้านบาท เมื่อประมวลผลกระทบด้านต่าง ๆ แล้ว ก็ปรากฏว่าภัยพิบัติจากคลื่นสึนามิครั้งนี้ จะส่งผลกระทบให้อัตราการขยายตัวของผลผลิตมวลรวมในประเทศ (GDP) ลดลงร้อยละ 0.35-0.40

อย่างไรก็ตามสำนักงานคณะกรรมการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ยังมีความเห็นด้วยว่า ผลในด้านบวกจากกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่เพิ่มมากขึ้น เนื่องจากการลงทุนด้านการก่อสร้าง ตลอดจนการจับจ่ายใช้สอยเพื่อซื้อทรัพย์สิน เครื่องจักรอุปกรณ์ และสิ่งอื่น ๆ เพื่อทดแทนความเสียหาย รวมถึงการใช้

ประเมินผลกระทบของภัยพิบัติจากคลื่นสึนามิต่อเศรษฐกิจไทยในปี 2548

ผลกระทบ/ความเสียหาย
ล้านบาท
คิดเป็นร้อยละของ
GDP
1. ผลกระทบด้านลบ/ความเสียหาย
- 34,080
- 0.48
  1.1 การสูญเสียรายได้จากการท่องเที่ยว (นักท่องเที่ยวต่างประเทศ)
- 30,000
- 0.42
  1.2 การใช้จ่ายภาคเอกชน
    การใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวไทย
- 3,600
- 0.05
    จากผลกระทบด้านการจ้างงาน
- 480
- 0.01
  1.3 ความเสียหายของสถานประกอบการต่าง ๆ โดยประมาณ 35,600 ล้านบาท เป็นความเสียหายของทรัพย์สิน ซึ่งไม่นับรวมใน GDP เพราะถือว่าเป็นทรัพย์สินที่ได้ลงทุนแล้ว
2. ด้านบวกจากกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นเพื่อการฟื้นฟูและทดแทน
44,600
0.63
  2.1 การใช้จ่ายภาคเอกชน
4,000
0.06
    (1) เพื่อการทดแทนของใช้ที่เสียหายไปทั้งประเภทเครื่องไฟฟ้า รถจักรยานยนต์ รถยนต์ เฟอร์นิเจอร์ และอื่น ๆ
    (2) สินค้าอุปโภคบริโภคอื่น ๆ
  2.2 การลงทุนภาคเอกชน
35,600
0.50
    การลงทุนในการก่อสร้างภาคธุรกิจเอกชน
30,000
    การลงทุนในการก่อสร้างที่อยู่อาศัย
1,600
    การลงทุนในเครื่องจักรและอุปกรณ
4,000
  2.3 การใช้จ่ายรัฐบาลและการลงทุนภาครัฐ ส่วนที่นอกเหนือจาก เงินโอนที่ได้นับรวมไว้แล้วในภาคเอกชน
5,000
0.07
3. ผลกระทบรวม
10,520
0.15
ที่มา : สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ

จ่ายของภาครัฐเพื่อช่วยเหลือประชาชนที่ประสบภัยพิบัติ และเพื่อฟื้นฟูสถานการณ์ เมื่อประมวลเข้าแล้ว จะมีมูลค่ามากกว่าการสูญเสียรายได้ในปี 2548 ทำให้เกิดผลสุทธิในทางบวก ส่งผลให้เศรษฐกิจขยายตัวได้สูงกว่าในภาวะปกติอีกประมาณ 0.15% เสียด้วยซ้ำ ซึ่งทำให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์เป็นอันมากว่า เป็นการมองโลกในแง่ดีเกินไป และ/หรือเป็นการประเมินผลกระทบในลักษณะเอาใจรัฐบาลมากจนเกินเหตุ

สำหรับหน่วยงานวิจัยอื่น ๆ ก็ประเมินผลกระทบใกล้เคียงกันว่า ภัยพิบัติจากคลื่นสึนามิจะส่งผลกระทบทำให้อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจของไทยในปี 2548 ลดลงราวร้อยละ 0.3 หรือคิดเป็นมูลค่าราว 30,000–50,000 ล้านบาท ตัวอย่างเช่น ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย คาดว่า เศรษฐกิจไทยโดยรวมจะขยายตัวลดลงจากประมาณการเดิมร้อยละ 5.5–6.0 เหลือเพียงร้อยละ 5.2–5.8 และส่งผลกระทบทำให้ดุลบัญชีเดินสะพัดลดลง 500-700 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือจากเป้าหมายที่คาดไว้ 3,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เหลือเพียง 2,300-2,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ

มาตรการให้ความช่วยเหลือ

มหันตภัยจากคลื่นสึนามิครั้งนี้ได้ทำให้เกิดความสูญเสียอย่างใหญ่หลวงแก่ชีวิต ทรัพย์สิน และธุรกิจสาขาต่าง ๆ อย่างมหาศาล หลังจากเกิดเหตุการณ์ขึ้นแล้ว สังคมไทยได้ระดมความช่วยเหลือ ทั้งเครื่องอุปโภคบริโภค สิ่งของเครื่องใช้ที่จำเป็นอาทิ โลงศพ และผ้าห่อศพ รวมทั้งเงินบริจาคจำนวนมากมายส่งลงไปบรรเทาความเดือดร้อน แม้ว่าจะมีปัญหาขลุกขลักวุ่นวายขาดประสิทธิภาพ ในการประสานงานและกระจายความช่วยเหลือให้ลงไปถึงมือผู้ประสบภัยอย่างทั่วถึง แต่ก็อาจกล่าวได้ว่าสังคมไทยได้ร่วมมือร่วมใจกันช่วยเหลือผ่อนเพลาความทุกข์ยากเดือดร้อนจากโศกนาฏกรรมครั้งนี้ ในรูปลักษณ์ของการสังคมสงเคราะห์ได้ดีเป็นที่น่าพอใจ

ในส่วนของทางราชการซึ่งจะต้องรับผิดชอบดูแลให้ความช่วยเหลือ ในการแก้ไขและฟื้นฟูสถานการณ์ให้กลับคืนสู่ภาวะปกติ และช่วยให้ประชาชนที่ได้รับความสูญเสีย มีความสามารถที่จะพึ่งพาตนเองต่อไปได้ในทางเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นภารกิจสำคัญหลังจากความฉุกละหุกวุ่นวายทั้งหลายจบสิ้นลงแล้ว เท่าที่ประมวลได้ ทางราชการได้ดำเนินมาตรการให้ความช่วยเหลือทางเศรษฐกิจแก่ผู้ประสบภัยพิบัติไปแล้ว (นอกเหนือจากเงินช่วยเหลือแก่ผู้ประกอบธุรกิจการประมงตามที่ได้กล่าวมาข้างต้น) ดังนี้

1. มาตรการด้านภาษีอากรและค่าธรรมเนียม กระทรวงการคลังได้สั่งให้กรมสรรพากร ยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาแก่ผู้ประสบภัย ขยายกำหนดเวลายื่นแบบแสดงรายการภาษี การหักค่าสึกหรอและค่าเสื่อมราคา สำหรับทรัพย์สินที่ได้รับความเสียหายจากภัยธรรมชาติครั้งนี้ ยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา แก่เงินที่บริจาคให้แก่ส่วนราชการเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัย ส่วนกรมสรรพสามิตได้ขยายเวลาการยื่นแบบรายการภาษี ให้ผู้มีหน้าที่เสียภาษีแก่ผู้ประกอบการใน 6 จังหวัด ขณะเดียวกันกระทรวงมหาดไทย ก็ได้ยกเว้นภาษีโรงเรือนและที่ดิน ภาษีบำรุงท้องที่ ลดหย่อนค่าธรรมเนียมจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรม กรณีโอนอสังหาริมทรัพย์ และกรณีจดทะเบียนจำนอง

2. ธนาคารแห่งประเทศไทยและสถาบันการเงิน โดยธนาคารแห่งประเทศไทยได้จัดหาสินเชื่อที่มีเงื่อนไขผ่อนปรน (Soft Loan) ในวงเงิน 30,000 ล้านบาท ให้ธนาคารพาณิชย์ เพื่อให้สินเชื่อกับลูกหนี้ที่ได้รับความเสียหายจากเหตุการณ์ครั้งนี้ ส่วนธนาคารพาณิชย์ต่าง ๆ ก็เร่งตรวจสอบความเสียหาย และดำเนินมาตรการให้ความช่วยเหลือแก่ลูกหนี้อย่างเร่งด่วน เช่น การพักชำระหนี้ ขยายเวลาการชำระหนี้ งดคิดดอกเบี้ย ผ่อนปรนเงื่อนไขการชำระหนี้ ตั้งวงเงินฉุกเฉินสำหรับลูกค้านำไปใช้ในการซ่อมแซมและฟื้นฟูกิจการ เป็นต้น

3. มาตรการเพิ่มความคล่องตัวในการเบิกจ่ายเงินทดรองของทางราชการ ได้แก่ การเพิ่มวงเงินให้กับจังหวัดเพื่อให้เพียงพอกับการแก้ไขปัญหาความเสียหายและความเดือดร้อน ของประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากภัยธรรมชาติครั้งนี้ ตลอดจนการเพิ่มความยืดหยุ่นในการเบิกจ่ายและโอนเงิน เพื่อความรวดเร็วในการแก้ไขปัญหา

4. มาตรการเร่งฟื้นฟูพื้นที่ซึ่งประสบภัยพิบัติ มีรายงานข่าวว่ารัฐบาลกำลังผลักดันโครงการฟื้นฟูการท่องเที่ยวในพื้นที่ 6 จังหวัดที่ประสบภัยอยู่ 15 โครงการ มีหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง 9 หน่วยงาน ในวงเงินงบประมาณราว 23,162 ล้านบาท โดยจะของบประมาณกลางปี 2548 เป็นจำนวน 6,588 ล้านบาท และเป็นงบปกติของแต่ละหน่วยงานอีก 16,574 ล้านบาท โครงการดังกล่าวประกอบด้วย

โครงการในความรับผิดชอบของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย 5 โครงการ ได้แก่

    1. โครงการพัฒนาหาดป่าตอง จังหวัดภูเก็ต 746 ล้านบาท
    2. โครงการศูนย์การประชุมและแสดงสินค้า จังหวัดภูเก็ต 3,121 ล้านบาท
    3. โครงการจัดสร้างอนุสรณ์สถานเหตุการณ์สึนามิ 950 ล้านบาท
    4. โครงการด้านการตลาดเร่งด่วน 1,258 ล้านบาท
    5. โครงการจัด Mega Event 140 ล้านบาท

โครงการในความรับผิดชอบของสำนักงานพัฒนาการท่องเที่ยว (สพท.) 1 โครงการ ได้แก่ โครงการพัฒนาหาดกมลา 305 ล้านบาท

โครงการในความรับผิดชอบขององค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวยั่งยืน (อพท.) 2 โครงการคือ

    1. โครงการพัฒนาเขาหลัก จังหวัดพังงา 25 ล้านบาท
    2. โครงการพัฒนาเกาะพีพี จังหวัดกระบี่ 15 ล้านบาท

โครงการในความรับผิดชอบของกระทรวงวัฒนธรรม 2 โครงการคือ โครงการจัดสร้างและปรับปรุงจุดท่องเที่ยวที่ประสบภัยพิบัติ และโครงการสร้างเสริมวัฒนธรรม 256 ล้านบาท

โครงการในความรับผิดชอบของกระทรวงคมนาคม 2 โครงการคือ

    1. โครงการปรับปรุงถนนเชื่อมโยงระนอง-สตูล ของกรมทางหลวง
    2. โครงการขยายและพัฒนาสนามบินนานาชาติภูเก็ต และกระบี่ ของกรมการขนส่งทางอากาศ รวม 9,780 ล้านบาท

โครงการในความรับผิดชอบของกองทัพเรือ 1 โครงการคือ โครงการรักษาความปลอดภัยการท่องเที่ยวทางทะเล 5,176 ล้านบาท

โครงการในความรับผิดชอบของกรมอุทยานแห่งชาติ 1 โครงการ คือ

โครงการพัฒนาอุทยานแห่งชาติทางทะเลเพื่อการท่องเที่ยวที่ยั่งยืน 919.5 ล้านบาท

โครงการในความรับผิดชอบของกรมโยธาธิการและผังเมือง 2 โครงการ ได้แก่ โครงการผังเมืองรวมฝั่งอันดามัน และโครงการจัดรูปที่ดินเพื่อการพัฒนาพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติ 200 ล้านบาท

ข้อสังเกตบางประการ

ภัยพิบัติที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2004 และสิ่งที่ติดตามมาภายหลัง มีข้อที่น่าสังเกตอยู่หลายประการทั้งในมิติทางเศรษฐกิจ การเมือง และสังคม กล่าวคือ

1. วิบัติภัยที่เกิดขึ้นสะท้อนให้เห็นถึงความขาดแคลนและไม่พร้อม ของระบบเตือนภัยธรรมชาติที่มีอยู่ ทั้งเครื่องมือและอุปกรณ์ บุคคลากร การวินิจฉัยสั่งการ ตลอดจนการตัดสินใจ ในกรณีของมหันตภัยจากคลื่นสึนามิครั้งนี้ แม้จะทำให้มีการตื่นตัวเตรียมจัดตั้งระบบสัญญาณเตือนภัยขึ้น ซึ่งจะต้องใช้งบประมาณหลายพันล้านบาท รวมทั้งค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาอีกมากมายต่อเนื่องไปในแต่ละปี แต่ก็ยังน่ากังขาว่าระบบเตือนภัยจะมีประสิทธิภาพเพียงใด เนื่องจากวิทยาการแขนงนี้ ยังเป็นศาสตร์ที่ไม่แม่นตรง (Inexact Science) มีหลักฐานว่านับแต่ปี 1948 เป็นต้นมา 3 ใน 4 ของสัญญาณเตือนภัยสึนามิที่ปรากฏขึ้นล้วนแต่ผิดพลาด เพราะการเกิดสึนามิมิได้ขึ้นอยู่กับแผ่นดินไหวเพียงอย่างเดียว แต่ยังมีปัจจัยอื่นเข้ามาเกี่ยวข้องด้วยอย่างสลับซับซ้อน จากประสบการณ์ในมลรัฐฮาวาย การอพยพหนีภัยสึนามิแต่ละครั้ง จะเสียค่าใช้จ่ายราว 2,650 ล้านบาท ในประเทศไทยหากสั่งอพยพแล้วสึนามิไม่เกิดขึ้นจริง ชะตากรรมของผู้ตัดสินใจจะเป็นอย่างไรก็คงพอคาดเดาได้ บางทีระบบเตือนภัยของชาวเลหรือชาวมอแกน ซึ่งรีบวิ่งขึ้นที่สูงไปในทันทีเมื่อเห็นน้ำทะเลลดลงไปอย่างกระทันหันผิดสังเกตนั้น สำหรับในสังคมไทยอาจเป็นระบบเตือนภัยที่ทรงประสิทธิภาพและเป็นจริงได้มากกว่า หากเผยแพร่ให้รับรู้กันทั่วไปในบริเวณชายฝั่งทะเล

2. ความช่วยเหลือจำนวนมหาศาลจากทุกสารทิศที่หลั่งไหลลงไปยังพื้นที่ประสบภัยนั้น แสดงให้เห็นว่าสังคมไทยมีพลัง และความสามารถในการระดมทรัพยากร เพื่อให้ความช่วยเหลือแบบสังคมสงเคราะห์ได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่ง แต่เมื่อกระแสความตื่นเต้นเวทนาของสังคมส่างซาลง ผู้ประสบภัยส่วนใหญ่ซึ่งสูญเสียทุกสิ่งทุกอย่างไปกับคลื่นยักษ์ และต้องการความช่วยเหลือเป็นอย่างยิ่ง เพื่อให้สามารถกลับไปทำมาหากินเลี้ยงชีวิตต่อไปได้เช่นเดิม ก็ดูเหมือนว่าจะถูกทอดทิ้งให้เผชิญกับความเดือดร้อนและปัญหาต่าง ๆ ไปตามยถากรรม

3. โครงการให้ความช่วยเหลือต่าง ๆ ของรัฐบาลที่มียอดเงินนับหมื่นล้านบาทนั้น จะเห็นได้ว่าส่วนใหญ่เป็นงบก่อสร้าง ซึ่งคงจะเป็นประโยชน์และช่วยเพิ่มพูนความมั่งคั่ง ให้แก่นักการเมืองผู้พิจารณาอนุมัติ และข้าราชการผู้บริหารโครงการเหล่านั้น มากกว่าผู้ประสบภัยพิบัติ

4. งบประมาณช่วยเหลือที่ส่งลงไปบรรเทาความเดือดร้อนของผู้ประสบภัยนั้น ส่อเค้าว่าจะหายหกตกหล่นเสียระหว่างทางเป็นอันมาก ที่จะเหลือไปถึงมือผู้ประสบเคราะห์กรรมนั้นคงมีจำนวนเพียงเล็กน้อย ดังเช่นกรณีของนายยูโสบ สะอีด ชาวประมงที่บ้านบ่อเจ็ดลูก ตำบลปากน้ำ อำเภอละงู จังหวัดสตูล ที่ได้รับเงินช่วยเหลือเพียง 3,500 บาท จากเกณฑ์ที่ประกาศไว้ 20,000 บาท คาดว่าจะมีกรณีเช่นนี้อีกมาก เพียงแต่ไม่ปรากฏเป็นข่าวเท่านั้น นอกจากนี้ก็มีกรณีอื้อฉาวว่า เงินช่วยเหลือผู้ประสบภัย ซึ่งเก็บอยู่ในคลังจังหวัดภูเก็ตได้อันตรธานไป 205,000 บาท โดยขณะนี้ก็ยังควานหาตัวผู้กระทำผิดกันอยู่

5. จากปากคำของอาสาสมัครที่ลงไปช่วยงานบรรเทาทุกข์อยู่ในพื้นที่ประสบภัยหลายรายกล่าวตรงกันว่า บรรดาบุคคลสำคัญในรัฐบาล นักการเมือง ดารา นักร้อง และผู้มีชื่อเสียงในสังคมที่พากันลงไปเยี่ยมเยียนมากหน้าหลายตานั้น ส่วนใหญ่จะแสดงบทบาทของตนในช่วงเวลาสั้น ๆ ต่อหน้ากล้องโทรทัศน์ จากนั้นก็จะผละกลับไปในทันที ดังนั้น สิ่งที่ประชาชนได้เห็นจากจอโทรทัศน์กับความเป็นจริงในพื้นที่จึงห่างไกลกันเป็นอย่างยิ่ง

หลังภัยพิบัติมีรายงานข่าว ซึ่งน่าจะเป็นบทสรุปของผลกระทบจากมหันตภัยครั้งนี้ได้เป็นอย่างดีชิ้นหนึ่งว่า คุณยายคนหนึ่งพยายามฆ่าหลานของตน ซึ่งบิดามารดาเสียชีวิตไปกับคลื่นสึนามิ โดยรายงานได้แสดงความเห็นประกอบว่า สาเหตุคงจะเกิดจากคุณยายมีอาการเครียดนั้น ถ้าหากจะมองต่างมุมแล้ว ก็อาจกล่าวได้เช่นกันว่า คุณยายคนนี้เป็นผู้มีวิสัยทัศน์อันยาวไกล และมีความเข้าอกเข้าใจสังคมเศรษฐกิจไทยอย่างดียิ่ง จึงตระหนักถึงความยากแค้นลำเค็ญ ที่หลานกำพร้าของตนจะต้องเผชิญต่อไปในอนาคต จึงพยายามช่วยให้เด็กน้อยพ้นทุกข์ไปเสียก็เป็นได้

Keywords : ผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยจากคลื่นสีนามิ, สึนามิ, อุตสาหกรรมท่องเที่ยว, การประมง, เศรษฐกิจ, ความช่วยเหลือ, บรรเทาทุกข์, ธเนศ กองประเสริฐ
  
21 มี.ค. 2548   




ศูนย์โลกสัมพันธ์ไทย สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ชั้น 7 อาคารประชาธิปก-รำไพพรรณี ถนนพญาไท ปทุมวัน กรุงเทพฯ 10330
โทรศัพท์ 0-2218-7464, 0-2218-7466 โทรสาร 0-2255-1124

Thai World Affairs Center, Institute of Asian Studies, Chulalongkorn University
7th Floor, Prajadhipok-Rambhai Barni Building, Phyathai Road, Bangkok 10330 Thailand
Tel: +66 (0) 2218-7464, 2218-7466 Fax: +66 (0) 2255-1124

E-mail: info@thaiworld.org
Website: http://www.thaiworld.org