ดร.พัชราวลัย วงศ์บุญสิน

ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาการพัฒนามนุษย์และการย้ายถิ่น
วิทยาลัยประชากรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

 

 

 

 

บทบาทของการศึกษาสู่ประชาคมอาเซียน
 

นับตั้งแต่ที่ อาเซียน (ASEAN) หรือที่มีชื่อเรียกอย่างเป็นทางการว่า สมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (Association of South East Asian Nations) ได้รับการสถาปนาขึ้นเป็นองค์กรความร่วมมือระดับภูมิภาคแบบหลวมๆ ในความสัมพันธ์แบบรัฐต่อรัฐ ปฏิญญากรุงเทพฯ (Bangkok Declaration) เมื่อวันที่ 8 สิงหาคม ค.ศ. 1967� ได้ให้ความสำคัญกับบทบาทของการศึกษาในการส่งเสริมการพัฒนาของประเทศต่างๆ ในภูมิภาค โดยได้ประกาศไว้ในวัตถุประสงค์สำคัญประการหนึ่งของการก่อตั้งสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ว่า “เพื่อให้ความช่วยเหลือซึ่งกันและกันในรูปของการฝึกอบรมและการวิจัยและส่งเสริมการศึกษา”

ในขณะที่โลกพัฒนาเข้าสู่ยุคโลกาภิวัตน์อย่างรวดเร็วในช่วง 2-3 ทศวรรษที่ผ่านมา��� ประเทศในกลุ่มอาเซียนมีการรวมตัวกันมากขึ้น และได้กำหนดวิสัยทัศน์ภายในปี ค.ศ. 2020 ของอาเซียนปรากฏในข้อหนึ่งว่า “เพื่อพัฒนาอาเซียนให้มีความเข้มแข็งในหลายๆ ด้าน รวมทั้งด้านการศึกษา โดยระบุให้มีการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ในทุกๆ ส่วนของเศรษฐกิจโดยผ่านการพัฒนาคุณภาพทางการศึกษา การพัฒนาทักษะ ศักยภาพ และการฝึกอบรม”

ความพยายามในเชิงหลักการและเชิงปฏิบัติ

ปัจจุบัน อาเซียนกำลังปรับแนวทางให้กลุ่มประเทศสมาชิกก้าวสู่ทศวรรษที่ 4 ด้วยศักยภาพใหม่ ด้วยการเป็นประชาคมอาเซียน (ASEAN Community) ภายในปี ค.ศ. 2015 โดยประกอบด้วย 3 เสาหลัก ที่เรียกว่า ประชาคมการเมือง-ความมั่นคงอาเซียน (ASEAN Political Security Community) ประชาคมเศรษฐกิจ (ASEAN Economic Community) กับประชาคมสังคมและวัฒนธรรมอาเซียน (ASEAN Socio-Cultural Community) โดยอาศัยกฎบัตรอาเซียน (ASEAN Charter) เป็นกลไกสำคัญในการปฏิรูปองค์กรสู่การเป็นสถาบันที่มีสถานะทางกฎหมาย และมีศักยภาพในการรับมือกับปัญหาต่างๆ อย่างมีเอกภาพมากขึ้น บนกรอบกฎหมายและกติกามารยาทของการอยู่ร่วมกัน ตลอดจนการทำงานของอาเซียนสนองประโยชน์ต่อประชาชนมากขึ้น ซึ่งอาจถือได้ว่า เป็นการทำให้อาเซียนก้าวไปบนเส้นทางสายใหม่ซึ่งมีประชาชนเป็นศูนย์กลาง โดยร้อยรัดกับความร่วมมือกับนอกอาเซียน โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับประเทศคู่เจรจา ในลักษณะหุ้นส่วนเพื่อการพัฒนา (Partnership for Development) ในการอำนวยให้อาเซียนก้าวไปในแนวทางของวิสัยทัศน์อาเซียน 2020 อย่างชัดเจนมากขึ้นกว่าในอดีตที่ผ่านมา ทั้งในการยกระดับศักยภาพทางเศรษฐกิจ และการจัดการกับปัญหาใหม่ๆ ที่รุมเร้าอยู่ร่วมกัน

แผนงานการจัดตั้งประชาคมสังคมและวัฒนธรรมอาเซียน (ASEAN Socio-Cultural Community Blueprint) มีการกำหนดคุณลักษณะและองค์ประกอบของแนวทางการดำเนินการ ประกอบด้วย

1) การพัฒนามนุษย์ (Human Development): ส่งเสริมความเป็นอยู่และคุณภาพชีวิตที่ดีของประชาชน ให้ประชาชนเข้าถึงโอกาสอย่างเที่ยงธรรมในการพัฒนาด้านต่างๆ �ส่งเสริมและลงทุนในด้านการศึกษาและการเรียนรู้ตลอดชีวิต การฝึกอบรมและการเสริมสร้างขีดความสามารถ ส่งเสริมนวัตกรรมและการประกอบการ ส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเชิงประยุกต์ ในการดําเนินกิจกรรมด้านสังคมและเศรษฐกิจ

2) การคุ้มครองและสวัสดิการสังคม (Social Welfare and Protection): ส่งเสริมความเป็นอยู่และคุณภาพชีวิตที่ดีของประชาชน โดยลดความยากจน ส่งเสริมการคุ้มครองและสวัสดิการสังคม �การสร้างสภาพแวดล้อมที่มั่นคงปลอดภัย และปลอดยาเสพติด การเตรียมความพร้อมเรื่องภัยพิบัติ �และการจัดการกับข้อกังวลเกี่ยวกับการพัฒนาสุขภาพ

3) สิทธิและความยุติธรรมทางสังคม (Social Justice and Rights): ส่งเสริมความยุติธรรมและสิทธิของประชาชน ซึ่งสะท้อนอยู่ในนโยบายและทุกวิถีของชีวิต ซึ่งรวมถึงสิทธิและสวัสดิการสําหรับกลุ่มผู้ด้อยโอกาสและอ่อนแอ เช่น สตรี เด็ก ผู้สูงวัย ผู้พิการ และแรงงานโยกย้ายถิ่นฐาน

4) ความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม (Environmental Sustainability):���� �มุ่งสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน ส่งเสริมสิ่งแวดล้อมที่เขียวและสะอาดโดยการปกป้องทรัพยากรทางธรรมชาติเพื่อการพัฒนาด้านเศรษฐกิจและสังคม การบริหารจัดการและการอนุรักษ์ดิน น้ำ แร่ธาตุ พลังงาน ความหลากหลายทางชีวภาพ ป่าไม้ ทรัพยากรชายฝั่งและทรัพยากรทางทะเล การปรับปรุงคุณภาพน้ำและอากาศสําหรับภูมิภาคอาเซียน โดยอาเซียนจะมีส่วนร่วมในความพยายามของโลก ในการจัดการแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมโลก รวมทั้งการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศและคุ้มครองชั้นโอโซน เช่นเดียวกับการพัฒนาและการปรับใช้เทคโนโลยีด้านสิ่งแวดล้อมสําหรับการพัฒนาที่ยั่งยืน

5) การสร้างอัตลักษณ์อาเซียน (Building ASEAN Identity): อัตลักษณ์อาเซียนเป็นพื้นฐานของผลประโยชน์ของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยจะสะท้อนการรวมเอกลักษณ์ ประเพณี ความเชื่อ และวัฒนธรรมที่แตกต่าง และความปรารถนาที่จะเป็นประชาคมอาเซียน �อาเซียนจะส่งเสริมการตะหนักรับรู้เกี่ยวกับอาเซียน ซึ่งเน้นค่านิยมที่เหมือนกันในการรวมตัวกันเป็นหนึ่งซึ่งมีความแตกต่างกัน

6) การลดช่องว่างทางการพัฒนา (Narrowing the Development Gap): ลดช่องว่างระดับการพัฒนา โดยเฉพาะมิติทางสังคม ระหว่างประเทศสมาชิกเก่า 6 ประเทศ และประเทศสมาชิกใหม่ (กัมพูชา ลาว พม่า และ เวียดนาม: CLMV)

องค์ประกอบทั้ง 6 ประการข้างต้น สะท้อนถึงบทบาทอันสำคัญของการศึกษา และความร่วมมือด้านการศึกษาระหว่างประเทศสมาชิก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการพัฒนามนุษย์ และการลดช่องว่างทางการพัฒนา เป็นประชาคมที่มีความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้น สร้างเสริมการพัฒนาเศรษฐกิจและขีดความสามารถในการแข่งขันอย่างเสมอภาค บนเส้นทางซึ่งเอื้อประโยชน์ต่อประชาชนในฐานะศูนย์กลางของความร่วมมือในอาเซียน

โครงการปฏิบัติการเวียงจันทน์ยังได้เน้นในด้านการส่งเสริม “ให้ประชาชนทุกคนได้รับการศึกษาด้วยมาตรฐานสูง” โดยอาศัยความร่วมมือในลักษณะเครือข่าย ตลอดจนร่วมมือกับองค์กรด้านการศึกษาในระดับภูมิภาคอื่นๆ และในระดับสากล เพื่อให้เกิดเป็นความพยายามที่สอดรับกันในการจัดการศึกษาให้แก่ประชาชนในภูมิภาค ดังนี้

1) การพัฒนาความร่วมมือด้านระบบการศึกษาในภูมิภาคโดยอาศัยการศึกษาเปรียบเทียบเพื่อทำให้การศึกษาในภูมิภาคมีคุณภาพ

2) การส่งเสริมเครือข่ายสารสนเทศด้านการศึกษาในระดับสถาบันต่างๆ ในภูมิภาค

3) การพัฒนาความร่วมมือกับองค์กรด้านการศึกษาอื่นในระดับภูมิภาคและระดับสากล เพื่อให้เป็นความพยายามที่สอดรับกันในการจัดการศึกษาภายในภูมิภาค

จากวิสัยทัศน์ดังกล่าวย่อมแสดงให้เห็นในเชิงหลักการว่า ประเทศในกลุ่มอาเซียนได้ให้ความสำคัญกับการศึกษา ซึ่งรายงานการวิจัยของพัชราวลัยและคณะ (2005) ได้ยืนยันถึงการให้ความสำคัญ ดังกล่าวในเชิงปฏิบัติงานเช่นกัน โดยได้ชี้ให้เห็นว่า ประเทศสมาชิกอาเซียนทุกประเทศให้ความ สำคัญกับการพัฒนาการศึกษาของประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการที่จะทำให้การศึกษานั้นมีส่วนสำคัญในการทำให้ประเทศมีพัฒนาการทางเศรษฐกิจที่ก้าวหน้ามากขึ้น

กล่าวคือ หลายประเทศทั้งที่เป็นสมาชิกดั้งเดิมและสมาชิกใหม่ ให้ความสำคัญกับบทบาทของการศึกษาในการขจัดความยากจน และการก้าวพ้นจากความด้อยพัฒนาทางเศรษฐกิจ ในขณะเดียวกันได้มุ่งหวังให้การศึกษาเป็นเครื่องมือในการยกระดับศักยภาพการแข่งขันของประเทศในระดับสากล โดยมีบางประเทศสมาชิกใหม่ของอาเซียนปรารถนาให้ตนมีศักยภาพทัดเทียมกับประเทศอื่นๆ ภายในอาเซียนด้วยกันเอง

ทั้งนี้ ทุกประเทศสมาชิกอาเซียนมีฐานการปรับปรุงและพัฒนาการศึกษาของประเทศ ตั้งแต่ระดับกฎหมายสูงสุดของประเทศ แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ โดยมีการจัดทำกฎหมายว่าด้วยการศึกษาให้สอดคล้องรองรับ

ยกตัวอย่างเช่นในกรณีของประเทศไทย รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย �ค.ศ. 1997 �ได้กำหนดแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐในส่วนที่เกี่ยวกับการศึกษาไว้ในมาตรา 81 ให้รัฐจัดการปรับปรุงการศึกษาให้สอดคล้องกับความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและสังคม โดยจัดให้มีกฎหมายเกี่ยวกับการศึกษาแห่งชาติ จึงได้มีการตราพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ ค.ศ. 1999 เป็นกฎหมายแม่บท เชื่อมต่อกับบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญ และเป็นกรอบแนวทางในการปฏิรูปการศึกษาของประเทศ

ในทำนองเดียวกัน การสร้างความแข็งแกร่งในด้านการศึกษา เป็นภาระผูกพันต่อรัฐบาลของประเทศฟิลิปปินส์ตามที่ระบุไว้ในรัฐธรรมนูญปี 1987 ��ซึ่งในมาตรา 17� วรรค 11� กำหนดเป็นหน้าที่ของรัฐในการให้ความสำคัญต่อการศึกษา� วิทยาศาสตร์� เทคโนโลยี� ศิลปวัฒนธรรม และกีฬา� เพื่อที่จะสนับสนุนให้เกิดความรักชาติ� และชาตินิยม�� พร้อมกับเร่งให้เกิดความก้าวหน้าทางสังคม� และส่งเสริมให้มนุษย์มีเสรีภาพและการพัฒนา โดยในมาตรา 1 วรรค 14� กำหนดให้รัฐมีหน้าที่ปกป้องและส่งเสริมสิทธิของพลเมืองทุกคน ให้ได้รับการศึกษาทุกระดับอย่างมีคุณภาพและเหมาะสม� �นอกจากนี้ ในมาตราที่� 5�� ยังกำหนดเป็นหน้าที่ของรัฐในการจัดงบประมาณสูงสุดให้กับงานด้านการศึกษา� โดยรัฐจะต้องติดตามการสอนว่าดึงดูดและรักษาไว้ซึ่งความสามารถพิเศษอย่างเหมาะสมและเป็นประโยชน์

ในขณะเดียวกัน แนวทางในการพัฒนาการศึกษาของอินโดนีเซีย มีรากฐานมาจากรัฐธรรมนูญ ปี 1945 ��ซึ่งบทที่ 2 มาตรา� 31 ระบุว่า “(1) พลเมืองทุกคนมีสิทธิที่จะได้รับการศึกษา และ (2) รัฐบาลจะต้องจัดตั้งและดำเนินการระบบการศึกษาของชาติ ซึ่งอยู่ภายใต้พระราชบัญญัติ” โดยพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติปี 2003 ได้กำหนดเป้าหมาย นโยบายและแผนการดำเนินงาน ซึ่งครอบคลุมการขยายโอกาสทางการศึกษาและความเสมอภาคทางการศึกษา ส่งเสริมให้ประชากรทุกคนเข้าถึงการศึกษาทุกระบบและทุกระดับ และปรับปรุงคุณภาพเกี่ยวกับการศึกษาตลอดเวลา เพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการของสังคม และเพื่อพัฒนาการศึกษาที่ใช้ชุมชนเป็นพื้นฐาน

นอกจากนี้ ประเทศสมาชิกอาเซียนส่วนใหญ่ มีการจัดทำแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาการศึกษาแห่งชาติ ถึงแม้ว่าจะมีเพียงไม่กี่ประเทศที่ให้แผนดังกล่าวอยู่ในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติก็ตาม โดยแผนดังกล่าวมีความสำคัญในลักษณะของแผนยุทธศาสตร์ชี้นำในการจัดทำและดำเนินการแผนต่างๆอย่างต่อเนื่องสอดคล้องกันทั้งประเทศ ซึ่งอาจแบ่งออกได้เป็น แผนพัฒนาการศึกษาขั้นพื้นฐาน แผนพัฒนาการอาชีวศึกษา แผนพัฒนาการอุดมศึกษา ตลอดจนแผนปฏิบัติการในระดับเขตพื้นที่การศึกษาและในระดับสถานศึกษา ในการพัฒนาสังคมให้เป็นสังคมแห่งความรู้ นำพาไปสู่ระบบเศรษฐกิจฐานความรู้ ให้ประชาชนพลเมืองในแต่ละประเทศได้รับโอกาสเท่าเทียมกันในการเรียนรู้ และมีปัญญาเป็นทุนไว้สร้างงานสร้างรายได้ พาประเทศสู่เป้าหมายที่วางไว้

แนวทางการปรับตัวของประเทศสมาชิกอาเซียน� สอดรับกับกระแสสากลที่ให้ความสำคัญ กับมิติของคุณภาพทรัพยากรมนุษย์ ในลักษณะที่ควรได้รับการผลักดันให้ทวีบทบาทมากขึ้นต่อการพัฒนาทางเศรษฐกิจและสังคมของประเทศให้เจริญก้าวหน้าเป็นปึกแผ่น และแข่งขันได้ในระดับสากล โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคปัจจุบันซึ่งประเทศต่างๆ ทั่วโลก�� ล้วนเปลี่ยนผ่านจากภาวะทันสมัย ช่วงที่ 1 (1st Modernity) สู่ภาวะทันสมัยช่วงที่ 2 (2nd �Modernity) ซึ่งมีความเคลื่อนไหวเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและต่อเนื่องในหลากหลายด้าน� รวมทั้งการพัฒนาความเจริญก้าวหน้าทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการสื่อสารและสารสนเทศ (ICT-Information and Communication Technology) ที่ส่งผลให้โลกเข้าสู่ยุคโลกาภิวัตน์ อันเป็นยุคของสังคมฐานความรู้ (Knowledge-based Society) ซึ่งอัดแน่นอยู่กับปัจจัยเสี่ยงต่อความอยู่รอดต่างๆ มากมายที่มนุษยชาติต้องเผชิญ

ปัจฉิมลิขิต: ประเด็นท้าทาย

ถึงแม้ว่าได้มีความก้าวหน้าในความพยายามทั้งเชิงหลักการและเชิงปฏิบัติ ทั้งในระดับภูมิภาค และระดับเอกภาคี หลายประเทศอาเซียนยังคงห่างไกลที่จะก้าวสู่ความทัดเทียมกันในการ พัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ทั้งในเชิงปริมาณและในเชิงคุณภาพ ในเมื่อยังมีหลายประเทศในอาเซียนที่ จะต้องพยายามก้าวไปตามขั้นตอนของแผนเฉพาะแยกย่อยให้ได้สำเร็จ

จึงอาจกล่าวได้ว่า การจะก้าวสู่ศักราชใหม่ด้วยศักยภาพใหม่ของอาเซียนดังกล่าวข้างต้นนั้น ยังคงเป็นเรื่องท้าทายอย่างมากของอาเซียน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อพิจารณาประกอบกับประเด็น ที่ว่า ประเทศในกลุ่มอาเซียนยังคงมีช่องว่างของการพัฒนาที่แตกต่างกันอยู่มาก� เช่น� ประเทศสิงคโปร์� มีความเจริญก้าวหน้าค่อนข้างสูงทั้งทางเศรษฐกิจและสังคม ใกล้เคียงกับประเทศที่พัฒนาแล้ว�� บางประเทศอยู่ในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาที่พัฒนาไปได้ค่อนข้างมาก อาทิ ประเทศไทย� อินโดนีเซีย� ฟิลิปปินส์ บรูไนดารุสซาลาม� บางประเทศเป็นประเทศกำลังพัฒนาที่ยังพัฒนาไปได้ค่อนข้างน้อย อาทิ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว� พม่า และกัมพูชา

เอกสารอ้างอิง

พัชราวลัย วงศ์บุญสิน และคณะ (2005). รายงานการวิจัย เรื่อง การวิจัยเปรียบเทียบการปฏิรูป การศึกษาของ ประเทศในกลุ่มอาเซียน กรุงเทพฯ: สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ.

ASEAN (1967).� The ASEAN Declaration (Bangkok Declaration). Bangkok, 8 August.

ASEAN Secretariat (2004).� ASEAN 2004, Vientiane Action Programme. Jakarta.

ASEAN Secretariat (2009). Roadmap for an ASEAN Community 2009-2015. Jakarta: ASEAN Secretariat.

Keywords : ประชาคมอาเซียน, การศึกษา, การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์, พัชราวลัย วงศ์บุญสิน
  
23 ธ.ค. 2552   




ศูนย์โลกสัมพันธ์ไทย สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ชั้น 7 อาคารประชาธิปก-รำไพพรรณี ถนนพญาไท ปทุมวัน กรุงเทพฯ 10330
โทรศัพท์ 0-2218-7464, 0-2218-7466 โทรสาร 0-2255-1124

Thai World Affairs Center, Institute of Asian Studies, Chulalongkorn University
7th Floor, Prajadhipok-Rambhai Barni Building, Phyathai Road, Bangkok 10330 Thailand
Tel: +66 (0) 2218-7464, 2218-7466 Fax: +66 (0) 2255-1124

E-mail: info@thaiworld.org
Website: http://www.thaiworld.org