ฐิติวุฒิ บุญยวงศ์วิวัชร

อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์
และรัฐประศาสนศาสตร์
มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
รัฐธรรมนูญฉบับทหารพม่า : ว่าด้วยวาทกรรมความมั่นคงและการต่อต้าน (2)
 

สาระสำคัญอีกประการหนึ่ง เมื่อวาทกรรมความมั่นคงได้กระทำสิ่งที่เรียกว่า ปฏิบัติการของอำนาจบนพื้นที่ของรัฐธรรมนูญนั้น� เป็นปฏิบัติการของสิ่งที่เรียกว่าการใช้อำนาจโดยอำพรางว่ามิได้มีการใช้อำนาจ� ซึ่งกลไกดังกล่าวนี้� การใช้กฎหมายจึงกลายเป็นวิธีการอันหนึ่ง ที่สามารถใช้บรรลุผลซึ่งวัตถุปะสงค์ดังกล่าวได้อย่างชอบธรรม� ฉะนั้น หากการยอมรับว่ารัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดในการปกครองประเทศแล้ว �จึงไม่สามารถหลีกเลี่ยงการอธิบายได้ว่า� รัฐธรรมนูญจึงกลายเป็นเครื่องมือในการใช้อำนาจ โดยที่ไม่สามารถเล็งเห็นถึงความสำคัญของสิ่งที่เรียกว่า “การบีบบังคับ”� เพราะตัวของรัฐธรรมนูญเองกลายเป็นพื้นที่ของการประนีประนอมยอมความ และเป็นสัญลักษณ์หนึ่งของกฎเกณฑ์ที่ทุกคนในรัฐจะต้องยอมรับร่วมกัน

กล่าวได้ว่า� รัฐธรรมนูญสามารถสร้างสิ่งที่เรียกได้ว่า “มายาคติของความชอบธรรม”� ซึ่งการอำพรางด้วยวิธีการดังกล่าว กลายเป็นช่องทางหนึ่งที่ทำให้ผู้ที่กุมอำนาจในการร่างรัฐธรรมนูญเอง� สามารถบงการและสร้างเงื่อนไขต่างๆ� เพื่อให้ความต้องการสร้างระบบการครอบงำได้ทุกกระบวนการและขั้นตอน� กล่าวคือ� วาทกรรมความมั่นคงมิได้เป็นเพียงแต่การสร้างนิยามความหมายของความมั่นคงบนพื้นที่ของรัฐธรรมนูญเท่านั้น� หากแต่ยังสร้างกระบวนการจำแนก/จัดแบ่งต่อสถานะความเป็นอื่น บนพื้นที่ของรัฐธรรมนูญได้เช่นเดียวกัน� ผ่านการสร้างคำอธิบายต่อสิ่งที่เรียกว่า “ภัยต่อความมั่นคง”� หรือ “ภัยของชาติ” เป็นต้น�

หากพิจารณารัฐธรรมนูญของสหภาพพม่า ค.ศ. 2008 �แล้วจะพบว่า� กระบวนการสร้างนิยามความหมายของความมั่นคง ตั้งอยู่บนพื้นฐานของวาทกรรมความมั่นคงของรัฐเป็นหลัก� ส่วนประชาธิปไตยหรือกลไกภาคประชาชนส่วนอื่น ล้วนถูกลดทอนความสำคัญหรือปฏิเสธที่จะไม่พูดถึง/กล่าวถึงแต่อย่างใด� ��ทั้งนี้นิยามดังกล่าวล้วนมีกองทัพเป็นผู้สร้างหลักค้ำประกันสำคัญต่อความมั่นคง และในแนวทางเดียวกันยังสามารถอำนวยความชอบธรรมให้กองทัพสร้างความเป็นศัตรูบนพื้นที่ของรัฐธรรมนูญได้ด้วย� อาทิ�

- การสร้างกฎเกณฑ์เพื่อกีดกันมิให้คนบางกลุ่มเข้าสู่พื้นที่การเมือง� ด้วยข้ออ้างเรื่อง “ภัยต่อความมั่นคง”� ดังกรณี รัฐธรรมนูญพม่ายังตัดสิทธิในการลงสมัครรับเลือกตั้งของชาวพม่าที่สมรสกับชนต่างด้าว ซึ่งได้แก่ นางออง ซาน ซูจี� เป็นต้น

- การทำให้อำนาจนิติบัญญัติเป็นปราการและการยึดกุมอำนาจทางกฎหมายโดยกองทัพ� ดังกรณี การกำหนดให้ที่นั่งหนึ่งในสี่ของสภานิติบัญญัติ มีไว้สำหรับข้าราชการทหาร 1 ใน 4 ของที่นั่งทั้งหมดในรัฐสภา จะสงวนให้กับเจ้าหน้าที่ทหารที่ยังรับราชการ โดยการแต่งตั้งจากผู้บัญชาการทหารสูงสุด

- การยึดกุมอำนาจฝ่ายบริหารโดยทางอ้อม หรือเปิดช่องให้กองทัพผ่องถ่ายอำนาจของตนผ่านฝ่ายบริหาร ดังกรณี การระบุไว้ในรัฐธรรมนูญว่า� ประธานาธิบดีต้องเป็นผู้ที่ “มีวิสัยทัศน์ทางทหาร(ศูนย์ข้อมูลพม่า, 2550, น.1)

ในอีกด้านหนึ่งจะพบว่า การใช้รัฐธรรมนูญเพื่อเป็นเงื่อนไขในการสร้างความชอบธรรมในการยึดกุมอำนาจรัฐของกองทัพพม่า ผ่านปฏิบัติการของวาทกรรมความมั่นคงนั้น ก็ได้รับการต่อต้านเช่นเดียวกัน� นับตั้งแต่กระบวนการร่างรัฐธรรมนูญจนถึงการจัดทำประชามติ� สิ่งที่น่าสนใจคือ� ขบวนการต่อต้านร่างรัฐธรรมนูญดังกล่าวนี้� มีลักษณะเป็นเครือข่ายโยงใยระหว่างภายในประเทศและภายนอกประเทศ กล่าวคือ� ภายในประเทศนั้น พรรคสันนิบาตเพื่อประชาธิปไตยแห่งสหภาพพม่า อันเป็นพรรคการเมืองฝ่ายค้าน ก็ได้ประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนออกเสียง “ไม่รับ” ร่างรัฐธรรมนูญ� เพื่อต่อต้านการประชาสัมพันธ์ของรัฐบาลทหารพม่า ที่ระบุในโทรทัศน์ของรัฐทุกช่องจะปรากฏแถบข้อความว่า “เชิญชาวเรารับร่างรัฐธรรมนูญ เพื่อเพิ่มพูนประโยชน์บ้านเมือง” (Let's vote Yes for national interest) กับทั้งมีการเปิดเพลงเชิญชวนให้ออกเสียง “รับ” ผ่านสถานีแพร่ภาพและกระจายเสียงของรัฐทุกประเภทตลอดวัน(วิกีพีเดีย, 2552, หน้า 1)

ส่วนภายนอกประเทศก็ยังมีการเคลื่อนไหวต่อต้านรัฐธรรมนูญดังกล่าวเช่นเดียวกัน อาทิ ผู้ประท้วง 30 คนได้ไปชุมนุมหน้าสถานเอกอัครรัฐทูตพม่าประจำกรุงมะนิลา ประเทศฟิลิปปินส์ เรียกร้องให้รัฐบาลพม่าเลื่อนการลงประชามติ และให้รับความช่วยเหลือจากนานาชาติโดยไม่ชักช้า ทั้งนี้ คณะผู้ชุมนุมออกแถลงการณ์ว่า บัดนี้ไม่ใช่เวลาสำหรับการเมือง หากเป็นเวลาแก้ไขเยียวยาสถานการณ์� ซึ่งในช่วงที่มีการจัดทำประชามติดังกล่าวนั้นได้เกิดภัยพิบัติจากพายุนาร์กิส� นอกจากนั้น ในประเทศไทย �กลุ่มพลเมืองภิวัฒน์ ได้ออกแถลงการณ์สนับสนุนการเรียกร้องประชาธิปไตยของประชาชนในพม่า คัดค้านรัฐธรรมนูญเผด็จการทหาร และขอไว้อาลัยแด่ผู้สูญเสียจากภัยพิบัติ � โดยในตอนหนึ่งของแถลงการณ์ดังกล่าวได้ระบุว่า “กลุ่มพลเมืองภิวัฒน์ ในฐานะประชาคมเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ขอประณามการแก้ปัญหาสันติภาพในพม่า และขอเรียกร้องต่อประชาคมโลก ไปจนถึงประชาชนในพม่าให้ร่วมใจผนึกกำลังกัน คัดค้านต่อต้านร่างรัฐธรรมนูญที่ไม่ได้มาจากประชาชน ตลอดถึงกระบวนการและเนื้อหาในรัฐธรรมนูญของพม่า ที่ยังคงให้อำนาจคณะรัฐบาลเผด็จการทหารผูกขาดประชาธิปไตยไว้ในอุ้งเท้าตัวเอง และกดขี่คุกคามประชาชนในประเทศตนเองมาตลอดระยะเวลายาวนาน �ทั้งนี้ทางกลุ่มพลเมืองภิวัฒน์ขอสนับสนุน และให้กำลังใจแด่พี่น้องประชาชนชาวพม่า ที่ต่อสู้เพื่อปลดปล่อยประเทศของตนเองจากการปกครองภายใต้ระบอบอำนาจเผด็จการทหาร ไปสู่ประชาธิปไตย อันมีประชาชนเป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตยอย่างแท้จริง(ไทยเอ็นจีโอ, 2551, น.1)

กล่าวโดยสรุป� รัฐธรรมนูญของสหภาพพม่าแม้ว่าจะผ่านการลงประชามติไปเมื่อ 10 พฤษภาคม ค.ศ. 2008� แต่ได้ทิ้งร่องรอยและข้อกังขาไว้นานัปการ นับตั้งแต่การร่างรัฐธรรมนูญที่ไม่ได้เปิดโอกาสให้คนทุกกลุ่มได้เข้าร่วม� การลงประชามติที่มีลักษณะกึ่งบังคับจากรัฐบาล� และสิ่งที่สำคัญที่สุดคือ� รัฐธรรมนูญดังกล่าวเป็นรัฐธรรมนูญฉบับวัฒนธรรมทหาร อันเป็นผลจากปฏิบัติการของชุดความรู้หรือวาทกรรมความมั่นคงเป็นหลัก� ซึ่งสามารถเป็นช่องทางให้กองทัพครอบงำทางการเมืองได้ต่อไป� อย่างไรก็ตาม� การต่อต้านรัฐธรรมนูญดังกล่าวก็ยังเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง� โดยเป็นไปในลักษณะของเครือข่าย� ซึ่งมีจุดยืนบนพื้นฐานของวาทกรรมประชาธิปไตย� หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ� รัฐธรรมนูญดังกล่าวแม้ว่าจะผ่านการลงประชามติไปแล้ว แต่ฝ่ายต่อต้านก็ยังคงเห็นว่า� ไม่มีลักษณะของการเปิดกว้างทางการเมืองแต่อย่างใด ฉะนั้นการต่อต้านรัฐธรรมนูญจึงเป็นกระบวนการต่อต้านอีกชุดหนึ่งภายใต้การต่อต้านในองค์รวม� นั่นคือ� การต่อต้านรัฐบาลเผด็จการทหารพม่า นั่นเอง

บรรณานุกรม

วิกิพีเดีย. การประชามติว่าด้วยร่างรัฐธรรมนูญพม่า พ.ศ. 2551. http://th.wikipedia.org/wik. �2552, หน้า 1.

ไทยเอ็นจีโอ. แถลงการณ์ สนับสนุนการเรียกร้องประชาธิปไตยของประชาชนในพม่า คัดค้านรัฐธรรมนูญเผด็จการทหาร และขอไว้อาลัยแด่ผู้สูญเสียจากภัยพิบัติ. http://www.thaingo.org/cgi-bin/content/content3/show.pl?1082.� �10 พ.ค. 2551, หน้า 1.

ศูนย์ข้อมูลพม่า.ร่างรัฐธรรมนูญพม่า. http://www.burmainfo.org/autopagev3/show_page.php?group_id=1&auto_id=10&topic_id=444&topic_no=192&page=1&gaction=on. �6 กันยายน 2550. �หน้า 1.
Keywords : รัฐธรรมนูญฉบับทหารพม่า, วาทกรรมความมั่นคง, ประชาธิปไตย, การต่อต้าน, ฐิติวุฒิ� บุญยวงศ์วิวัชร
  
3 ธ.ค. 2552   




ศูนย์โลกสัมพันธ์ไทย สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ชั้น 7 อาคารประชาธิปก-รำไพพรรณี ถนนพญาไท ปทุมวัน กรุงเทพฯ 10330
โทรศัพท์ 0-2218-7464, 0-2218-7466 โทรสาร 0-2255-1124

Thai World Affairs Center, Institute of Asian Studies, Chulalongkorn University
7th Floor, Prajadhipok-Rambhai Barni Building, Phyathai Road, Bangkok 10330 Thailand
Tel: +66 (0) 2218-7464, 2218-7466 Fax: +66 (0) 2255-1124

E-mail: info@thaiworld.org
Website: http://www.thaiworld.org