รณพล มาสันติสุข

ปริญญาโทสาขาเศรษฐศาสตร์และการจัดการ มหาวิทยาลัยซ่างไห่เจียวทง
(
上海交通大学)นักวิจัยศูนย์จีนศึกษา สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

การเรียนการสอนภาษาจีนในประเทศไทย ระดับชั้นประถม-มัธยมศึกษา
 

บทนำ

จากหลักฐานทางประวัติศาสตร์ ประเทศไทยและประเทศจีนมีการติดต่อสัมพันธ์กันตั้งแต่สมัยสุโขทัย นับแต่นั้นเป็นต้นมาชาวจีนจำนวนมากอพยพเข้ามาอาศัยอยู่ในประเทศไทย จนกลายเป็นชนกลุ่มน้อยซึ่งมีจำนวนมากที่สุด การศึกษาภาษาจีนในประเทศไทยก็ถือกำเนิดขึ้น พร้อมกับการอพยพสู่แผ่นดินไทยของชาวจีน เหตุจูงใจของการเรียนการสอนภาษาจีนในยุคแรก เกิดจากความต้องการที่จะให้บุตรหลานของพวกเขา สืบทอดภาษาและวัฒนธรรมของบรรพบุรุษ โดยการจ้างครูมาสอนตามบ้าน การสอนภาษาจีนตามศาลเจ้า หรือการส่งบุตรหลานไปเรียนต่อที่ประเทศจีน

เมื่อเวลาผ่านไป สถานการณ์การเมืองของประเทศไทยและจีนก็เปลี่ยนไป ยังผลต่อวิวัฒนาการการเรียนการสอนภาษาจีนในประเทศไทย ซึ่งมีช่วงที่รุ่งโรจน์และมีช่วงที่อับเฉา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงที่ประเทศจีนปกครองด้วยระบอบคอมมิวนิสต์ การเรียนการสอนภาษาจีนในประเทศไทยได้ถูกบีบคั้นและจับตามองอย่างใกล้ชิด ใครเรียนภาษาจีนมักจะถูกมองว่าเป็นพวกที่ฝักใฝ่ลัทธิคอมมิวนิสต์ จนกระทั่งเมื่อ ปี 1975 ประเทศไทยและจีนได้สถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างกันขึ้น �การเรียนการสอนภาษาจีนจึงได้เบ่งบานขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง �และบานสะพรั่งเต็มที่เมื่อ ปี 1992 เนื่องจากการเรียนการสอนภาษาจีนได้รับอนุญาตให้ดำเนินการได้อย่างเสรีเหมือนภาษาต่างประเทศอื่นๆ และเมื่อบทบาทของจีนในสังคมโลกทวีความสำคัญยิ่งขึ้นเป็นลำดับก็ทำให้รัฐบาลไทยหันมาให้การส่งเสริมการเรียนการสอนภาษาจีนอย่างจริงจัง

ในปัจจุบันนี้ ภาษาจีนถือได้ว่าเป็นภาษาต่างประเทศที่มีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าภาษาอังกฤษ เนื่องจากจีนมีการพัฒนาทางด้านเศรษฐกิจจนก้าวขึ้นมาเป็นมหาอำนาจไล่ตามสหรัฐอเมริกา �และยุโรป �สาเหตุที่สำคัญอีกประการหนึ่งก็คือ มีผู้ใช้ภาษาจีนอยู่ทั่วโลกหลายร้อยล้านคน จึงไม่น่าแปลกใจเลยว่า การเรียนการสอนภาษาจีนในประเทศไทย จะได้รับความนิยมเป็นอันดับสองรองจากภาษาอังกฤษ

จากกระแสความนิยมของการเรียนการสอนภาษาจีนในประเทศไทย ที่ได้ผ่านร้อนผ่านหนาวอย่างโชกโชนนั้น ก่อให้เกิดปัญหาต่างๆ มากมาย สามารถสรุปได้ดังนี้

1) ความต้องการเรียนภาษาจีนมีมาก เห็นได้จากการเปิดสอนภาษาจีนในโรงเรียนต่างๆ ทั้งของรัฐและเอกชน หรือแม้กระทั่งการเรียนต่อในประเทศจีนที่จำนวนนักเรียนไทยอยู่ในอันดับที่ 4 รองจากเกาหลีใต้ �สหรัฐฯ �และญี่ปุ่น

2) ประสิทธิผลการเรียนต่ำ ผู้เรียนจำนวนมากไม่สามารถนำความรู้ไปใช้ประโยชน์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

3) ขาดแคลนครูผู้สอน ปัจจุบันกระทรวงศึกษาธิการต้องขอครูอาสาสมัครชาวจีน มาจากทางการจีนกว่า 1,000 คน �ให้มาช่วยสอนในโรงเรียนระดับต่างๆ ตั้งแต่ชั้นประถมศึกษา มัธยมศึกษา และอาชีวศึกษา

4) แบบเรียนที่ใช้ในประเทศไทยขาดความเหมาะสม �แบบเรียนที่นิยมใช้ไม่ว่าจะเป็นการเรียนการสอนในระบบหรือนอกระบบ ต่างใช้แบบเรียนที่สอนนักเรียนต่างชาติในประเทศจีน

5) วิธีการสอนไม่สามารถตอบสนองความต้องการของผู้เรียน ครูผู้สอนขาดเทคนิคการสอน ที่จะดึงดูดให้ผู้เรียนตั้งใจและสนใจเรียนภาษาจีน

ศูนย์จีนศึกษา สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ตระหนักถึงปัญหาที่ได้กล่าวมาข้างต้นเป็นอย่างดี จึงได้ทำการวิจัย “การเรียนการสอนภาษาจีนในประเทศไทย” ขึ้น โดยได้รับการสนับสนุนจากธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) เพื่อศึกษาสภาพการเรียนการสอนภาษาจีนที่แท้จริง เสนอแนะความคิดเห็นและมุมมองการแก้ไขปัญหาต่างๆ เพื่อพัฒนาคุณภาพการเรียนการสอนภาษาจีนในประเทศไทยให้มีประสิทธิภาพ ลดการสูญเสียทรัพยากรโดยเปล่าประโยชน์ ทั้งหมดนี้ก็เพื่อนำไปสู่การพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน

การเรียนการสอนภาษาจีนในประเทศไทย : ระดับชั้นประถม-มัธยมศึกษา

1. จำนวนโรงเรียนและนักเรียน การศึกษาวิจัยการเรียนการสอนภาษาจีนในระดับชั้นประถม-มัธยมศึกษานี้ สามารถแบ่งประเภทโรงเรียนที่ศึกษาออกเป็น 3 ประเภท คือ

1) “โรงเรียนจีน” สังกัดสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน ซึ่งศูนย์ฯ ได้ส่งแบบสอบถามไปยังโรงเรียนจีนทั่วประเทศ 125 �แห่ง �มีการตอบกลับแบบสอบถาม 109 ชุด

2) โรงเรียนรัฐ สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา สำนักงานการศึกษากรุงเทพมหานคร และองค์การบริหารส่วนท้องถิ่น �ได้ส่งแบบสอบถามไปยังโรงเรียนรัฐทั่วประเทศ 458 �แห่ง �มีการตอบแบบสอบถามกลับมาทั้งสิ้น 354 ชุด

3) โรงเรียนเอกชน สังกัดสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชนเช่นเดียวกับโรงเรียนจีน �ศูนย์ฯได้ส่งแบบสอบถามไปทั่วประเทศทั้งสิ้น 138 �แห่ง มีการตอบแบบสอบถามกลับมาทั้งสิ้น 111 �ชุด

“โรงเรียนจีน” ถือว่าเป็นต้นแบบการเรียนการสอนภาษาจีน เนื่องจากโรงเรียนส่วนใหญ่เปิดทำการสอนมายาวนานกว่า 50 ปี มีนักเรียนประมาณ 78,700 คน ส่วนโรงเรียนรัฐและเอกชนเพิ่งเปิดการเรียนการสอน หลังจากที่ภาษาจีนถูกกำหนดให้เป็นหนึ่งในวิชาสอบเข้ามหาวิทยาลัยในปี 1998 �แล้ว ปัจจุบันมีนักเรียนทั้งสิ้นประมาณ 250,000 คน รวมนักเรียนที่เรียนในระดับชั้นประถมศึกษาและมัธยมศึกษากว่า 328,700 คน

2. หลักสูตรการเรียนภาษาจีน


ประเภท

โรงเรียนจีน

โรงเรียนรัฐ

โรงเรียนเอกชน

อนุบาล

บังคับ

-

บังคับ

ประถม

บังคับ

-

บังคับ

ม.ต้น

บังคับ

เลือกเสรี/ชุมนุม

บังคับ/เลือกเสรี

ม.ปลาย

บังคับ

แผนการเรียน/เลือกเสรี/ชุมนุม

บังคับ/เลือกเสรี

การจัดการเรียนการสอนภาษาจีนในโรงเรียนจีนจะเป็นการบังคับให้นักเรียนทุกคนได้เรียน โดยเน้นในระดับชั้นประถมศึกษา มีจำนวนชั่วโมงเรียนต่อสัปดาห์อยู่ระหว่าง 2-16 ชั่วโมง ส่วนมากสอนวันละ 1 ชั่วโมง คิดเป็น 5 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ ความแตกต่างของชั่วโมงเรียนนี้ ขึ้นอยู่กับการให้ความสำคัญและการสนับสนุนของผู้บริหารโรงเรียน

ส่วนในโรงเรียนรัฐเน้นการสอนในระดับชั้นมัธยมศึกษา เปิดวิชาภาษาจีนเป็นวิชาเลือกเสรีหรือกิจกรรมชุมนุม แต่ในระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายในโรงเรียนที่มีความพร้อม จะเปิดเป็นแผนการเรียนให้นักเรียนเลือกเรียน โดยส่วนมากเปิดสอน 2 ชั่วโมงต่อสัปดาห์

โรงเรียนเอกชนจัดการเรียนการสอนภาษาจีนเช่นเดียวกับโรงเรียนจีน แต่ในระดับชั้นมัธยมศึกษาบางโรงเรียนจัดเป็นวิชาเลือกเสรี

จากความแตกต่างของการให้ความสำคัญในการจัดการเรียนการสอน แต่ละระดับชั้นของโรงเรียนต่างๆ ก่อให้เกิดปัญหา และความสูญเสียทางทรัพยากร กล่าวคือ การเรียนไม่มีความต่อเนื่อง �โรงเรียนจีนและโรงเรียนเอกชน จะให้ความสำคัญในระดับประถมศึกษา ส่วนโรงเรียนรัฐจะเน้นที่ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย การเรียนขาดหายไปในช่วงกลางระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น ซึ่งจะนำไปสู่การเสียเวลาต้องมาเริ่มต้นใหม่เมื่อเปลี่ยนระดับชั้นหรือเปลี่ยนโรงเรียน นักเรียนไม่สามารถพัฒนาความรู้หรือต่อยอดทางการศึกษาได้ เปรียบเสมือนการพายเรือวนอยู่ในอ่างน้ำ ไม่สามารถออกสู่โลกภายนอกที่กว้างใหญ่กว่าได้

3. แบบเรียนภาษาจีน แบบเรียนเป็นสิ่งสำคัญที่ส่งผลต่อการเรียนรู้ของผู้เรียน ถ้ามีแบบเรียนที่เหมาะสมต่อวัยการเรียนรู้ จะทำให้พัฒนาการของผู้เรียนเป็นไปอย่างมีระบบ และสามารถสร้างความสนใจให้กับผู้เรียนได้ จากผลการวิจัยแบบเรียนที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในโรงเรียนแต่ละประเภท คือ แบบเรียนชุด ฮั้นอวี่เจี้ยวเฉิง (《汉语教程》) �ซึ่งแต่งและผลิตโดยมหาวิทยาลัยภาษาปักกิ่ง สำหรับนักเรียนต่างชาติที่มาเรียนภาษาจีนในประเทศจีน โรงเรียนประเภทต่างๆ ส่วนมาก� จึงนำแบบเรียนชุดนี้มาใช้สอน� ทั้งระดับชั้นประถมศึกษาและมัธยมศึกษา จากปัจจัยนี้เองทำให้นักเรียนไม่ได้เรียนรู้ในสิ่งใหม่ๆ เมื่อเปลี่ยนระดับชั้นก็ต้องเริ่มเรียนใหม่ในแบบเรียนชุดเดียวกันนี้

นอกจากนั้น แบบเรียนนี้ยังมีข้อด้อยอยู่หลายประการ เช่น รูปแบบหนังสือไม่มีสีสันหรือรูปภาพประกอบ ที่จะดึงดูดความสนใจของนักเรียน มีเนื้อหาแบบเรียนที่ค่อนข้างยาว แต่ละบทใช้เวลาเรียนมากกว่า 5 ชั่วโมง อีกทั้งเนื้อหากล่าวถึงวัฒนธรรมของคนจีน การที่ครูชาวไทยจะอธิบายให้นักเรียนเข้าใจต้องมีความรู้ในประเทศจีนอย่างลึกซึ้ง หรือแม้แต่ครูอาสาสมัครชาวจีนจะอธิบายให้นักเรียนไทยเข้าใจได้ด้วยภาษาไทย ก็เป็นเรื่องที่เหลือบ่ากว่าแรงยิ่งนัก

ในโรงเรียนจีนที่มีการเรียนการสอนมาอย่างยาวนานนั้น ได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานกิจการชาวจีนโพ้นทะเลหรือเฉียวปั้น (侨办) แจกฟรีแบบเรียนภาษาจีนชุด ภาษาจีน (《中文》)� ซึ่งข้อดีของแบบเรียนชุดนี้คือ เนื้อหาบทเรียนสอดแทรกคุณธรรมจริยธรรมค่อนข้างมาก มีสีสันและรูปภาพประกอบสวยงาม เหมาะสำหรับผู้เรียนวัยเด็ก แต่ก็มีข้อเสียคือ เป็นแบบเรียนที่แต่งขึ้นเพื่อนักเรียนสหรัฐฯ �ไม่มีการสอดแทรกเรื่องของไทยเลย ส่วนเนื้อหาก็ค่อนข้างจะรวบรัด ไม่มีการอธิบายหรือสื่อความหมายให้นักเรียนเข้าใจได้ และคำศัพท์ใหม่ในบทเรียนอธิบายเป็นตัวอักษร และไม่มีการแปลความหมายด้วย ทำให้นักเรียนไทยยากที่จะศึกษาแบบเรียนชุดนี้ได้ด้วยตนเอง

จากปัญหาเรื่องแบบเรียนภาษาจีนนี้ กระทรวงศึกษาธิการไทยก็เล็งเห็นถึงปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้น จึงร่วมมือกับสำนักงานส่งเสริมภาษาจีนสู่สากลแห่งประเทศจีนหรือฮั้นปั่น (汉办) ในการแต่งตำราชุด สัมผัสภาษาจีน (《体验汉语》) ขึ้น โดยแบ่งออกเป็น 3 ระดับ คือ ระดับประถมศึกษา ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น และระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย แบบเรียนชุดนี้มีข้อดีในด้านสอดแทรกความเป็นไทย ทำให้นักเรียนรู้คำศัพท์สถานที่สำคัญของไทย หรือบุคคลสำคัญของไทยได้ด้วยภาษาจีน เนื้อหาบทเรียนเน้นการทำกิจกรรมร่วมกัน รูปเล่มสีสันสวยงามและมีภาพประกอบ อีกทั้งยังมีโปรแกรมและเกมส์ฝึกภาษา ให้นักเรียนได้ทดสอบความสามารถด้านภาษาด้วย และที่สำคัญครูผู้สอนสามารถเข้าเว็บไซต์ เพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์การใช้แบบเรียนกับผู้แต่งตำราได้ด้วย

แต่แบบเรียนชุดสัมผัสภาษาจีนก็มีข้อเสียเช่นเดียวกันคือ แบบเรียนยังพิมพ์จำหน่ายไม่ครบชุด ออกจำหน่ายเพียงระดับชั้นละ 2 เล่ม ทำให้ครูผู้สอนไม่สามารถวางแผนการสอนระยะยาวได้ แม้ว่าแบบเรียนจะเป็นความร่วมมือระหว่างฝ่ายไทย-จีน แต่เนื้อหาก็ยังคงเน้นเรื่องราวของจีน ส่วนเรื่องราวของไทยเป็นเพียงการสอดแทรกเท่านั้น นอกจากนี้ จากข้อดีด้านการมีสื่อการเรียนการสอนที่ทันสมัยของแบบเรียน แต่ก็เป็นข้อเสียของแบบเรียนชุดนี้เช่นกัน นั่นคือโปรแกรมมีราคาแพง และโรงเรียนที่ขาดแคลนอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ ก็ไม่สามารถใช้โปรแกรมนี้ได้ หวังว่ากระทรวงศึกษาธิการจะให้ความสนับสนุนอุปกรณ์การเรียนการสอนได้อย่างทั่วถึง เพื่อประโยชน์ในการศึกษาของนักเรียนไทย

4. ครูสอนภาษาจีน


ประเภท

โรงเรียนจีน

โรงเรียนรัฐ

โรงเรียนเอกชน

โรงเรียน

ครู

โรงเรียน

ครู

โรงเรียน

ครู

ครูไทย

92

367

240

360

70

152

ครูจีน

69

306

251

347

70

194

จากตารางแสดงจำนวนของครูสอนภาษาจีนชาวไทยและชาวจีนของโรงเรียนแต่ละประเภท จะเห็นได้ว่ามีสัดส่วนที่ใกล้เคียงกัน โดยโรงเรียนจีนมีสัดส่วนครูมากที่สุด ประมาณ 1 โรงต่อครู 4 คน โรงเรียนเอกชน 1 โรงต่อครู 2 คน และโรงเรียนรัฐมีสัดส่วน 1 โรงต่อครู 1.5 คน

เมื่อพิจารณาเฉพาะครูสอนชาวไทยด้านวุฒิบัตรความรู้ภาษาจีน จากผลการวิจัยพบว่าประมาณร้อยละ 30 มีวุฒิบัตรการสอนภาษาจีน ร้อยละ 20 มีวุฒิบัตรระดับปริญญาตรี ร้อยละ 25 ไม่มีวุฒิบัตร ส่วนที่เหลือร้อยละ 25 เป็นวุฒิบัตรอื่นๆ

จากการสัมภาษณ์ครูผู้สอนภาษาจีนในโรงเรียนรัฐ ได้ข้อมูลที่น่าสนใจว่า การสอนภาษาจีนในโรงเรียนรัฐยุคแรกเริ่มนั้น เกิดจากครูสอนวิชาอื่นที่มีความรู้ภาษาจีนบ้าง เปลี่ยนวิชาสอนมาเป็นวิชาภาษาจีน และเมื่อถึงช่วงปิดเทอม จะมีการอบรมภาษาจีนเพิ่มเติมทั้งในประเทศไทยและในจีน ซึ่งการบุกเบิกการสอนภาษาจีนของครูที่ไม่ได้จบมาโดยตรงนั้น ต้องถือว่าเป็นความกล้าหาญของครูเหล่านี้ ในการกรุยทางให้ตอบสนองความต้องการการเรียนภาษาจีนของนักเรียนในยุคปัจจุบันนี้

5. ผลิตผลการเรียนภาษาจีน การประเมินความรู้ของนักเรียน� เป็นหนึ่งในปัญหาที่สำคัญในโรงเรียนรัฐและโรงเรียนเอกชน เนื่องจากผู้บริหารของโรงเรียนทั้งสองประเภทนี้ส่วนมาก ไม่มีความรู้ภาษาจีน ไม่ทราบว่าควรจะประเมินความรู้นักเรียนด้วยรูปแบบใดจึงจะเหมาะสม ทำได้เพียงการประเมินความสามารถของครูในการควบคุมการสอน การให้การบ้านนักเรียนเท่านั้น แต่ในส่วนของ “โรงเรียนจีน” ไม่ค่อยมีปัญหานี้เท่าใดนัก เพราะการบริหารงานจะแตกต่างจากโรงเรียนทั่วไป คือมีครูใหญ่สองคน ได้แก่ ครูใหญ่จีน และครูใหญ่ไทย โดยครูใหญ่จีนจะดูแลการเรียนการสอนภาษาจีนโดยเฉพาะ

ในงานวิจัยนี้ได้สอบถามการประเมินความรู้ของนักเรียนที่เรียนจบในระดับชั้นต่างๆ ด้านความรู้ภาษาจีนจากจำนวนคำศัพท์ที่นักเรียนรู้ จะเห็นได้ว่าสามารถแบ่งนักเรียนออกได้เป็นสองกลุ่ม คือ กลุ่มที่มีความรู้ภาษาจีนน้อย (น้อยกว่า 200 คำ) และกลุ่มที่มีความรู้ภาษาจีนมาก (มากกว่า 400 คำ) สาเหตุที่คำตอบจากแบบสอบถามสามารถแบ่งกลุ่มได้อย่างชัดเจนเนื่องจากจำนวนชั่วโมงเรียนภาษาจีนของแต่ละโรงเรียนที่แตกต่างกันค่อนข้างมาก ใน “โรงเรียนจีน” มีชั่วโมงเรียนสูงสุดถึง 16 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ และต่ำสุดเพียง 2 ชั่วโมงต่อสัปดาห์เท่านั้น

ส่วนความสามารถในการศึกษาต่อด้วยตนเองนั้น คำตอบส่วนใหญ่ของโรงเรียนทั้งสามประเภทเป็นไปในทิศทางเดียวกัน คือ มีความสามารถในระดับพอใช้เท่านั้น ถ้าหากไม่ได้เรียนต่อระดับชั้นที่สูงขึ้นต่อไปไม่นานก็คงจะลืมหมด

นอกจากความรู้ที่ได้จากการเรียนแล้ว การนำไปใช้ประโยชน์ก็เป็นสิ่งสำคัญที่ควรจะมีการประเมินเช่นกัน ผลการวิจัยที่ออกมานั้น นักเรียนไทยมีความสามารถการนำความรู้ไปใช้ประโยชน์ได้ค่อนข้างต่ำ โดยครึ่งหนึ่งของนักเรียนไม่สามารถนำความรู้ไปใช้ประโยชน์สูงกว่า 60 %

มุมมอง แนวคิด และข้อเสนอแนะ

ปัจจุบันการเรียนการสอนภาษาจีนในประเทศไทยได้ขยายตัวไปอย่างกว้างขวาง ไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะ “โรงเรียนจีน” ดังเช่นในอดีตอีกต่อไป โรงเรียนระดับชั้นต่างๆ ไม่ว่าจะบริหารงานโดยรัฐหรือเอกชน ก็เปิดหลักสูตรสอนภาษาจีนกันอย่างแพร่หลาย ซึ่งก็ได้รับความนิยมไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าภาษาต่างประเทศอื่นๆ เช่น ภาษาฝรั่งเศส �และญี่ปุ่น เป็นต้น

นับตั้งแต่เปิดการเรียนการสอนภาษาจีนอย่างเสรีเป็นต้นมา ปรากฏว่ายังไม่มีการทำหลักสูตรภาษาจีนที่เป็นมาตรฐานขึ้นมาเลย� แต่ละโรงเรียนต่างก็จัดทำหลักสูตรกันเองภายในกรอบกว้างๆ ของกระทรวงศึกษาธิการ นอกจากนี้ การจัดการเรียนการสอนในแต่ละช่วงชั้นก็ขาดความต่อเนื่อง โรงเรียนบางแห่งสอนระดับชั้นประถมศึกษา บางแห่งสอนระดับชั้นมัธยมศึกษา จะเริ่มหรือยุติปีใดแล้วแต่ความพร้อมของแต่ละโรงเรียน และยังมีอีกหลายแห่งที่เปิดการสอนทั้งที่ยังไม่มีความพร้อมด้านบุคลากร ซึ่งทั้งหมดนี้เพียงเพื่อต้องการตอบสนองกระแสนิยมการเรียนภาษาจีน โดยขาดการจัดระบบหรือระเบียบแบบแผนที่ดีเสียก่อน

จากปัญหาต่างๆ ที่ได้กล่าวมาข้างต้น เราจำเป็นต้องพัฒนาการเรียนการสอนภาษาจีนให้เป็นระบบ แก้ไขเป็นองค์รวมไม่ว่าจะเป็นด้านหลักสูตร การเรียนการสอน การพัฒนาบุคลากร แบบเรียนสื่อการสอน และการบริหารจัดการโดยควบคู่กันไป

1) ด้านหลักสูตร แบบเรียน และสื่อการสอน ควรมีการจัดทำหลักสูตรมาตรฐาน มีแบบเรียนให้เหมาะกับสภาพสังคมไทย อีกทั้งสอดแทรกคุณธรรมจริยธรรม มีการประเมินผลการเรียนที่มีประสิทธิภาพและมีมาตรฐานที่ชัดเจน และจัดระบบให้มีการเรียนที่ต่อยอดกันได้ ลดการเสียเวลาเรียนซ้ำ

2) ด้านการพัฒนาบุคลากร โรงเรียนต่างๆ ควรมีการคัดสรรครูให้มีคุณภาพ สร้างสรรค์และพัฒนาความรู้ความสามารถ และที่สำคัญต้องสร้างความมั่นคงในหน้าที่การงานให้แก่ครูผู้สอน

3) ด้านการบริหารจัดการ� ปัจจุบันการเปิดสอนภาษาจีนเป็นไปตามกระแสความนิยม บางโรงเรียนไม่ได้มีความพร้อมในการจัดการเรียนการสอน ฉะนั้น จึงควรสร้างมาตรการที่ส่งเสริมให้โรงเรียนเน้นด้านคุณภาพมากกว่าปริมาณ �ควรมีการจัดตั้งคณะกรรมการร่วมพัฒนาการเรียนการสอนภาษาจีน เพื่อเป็นตัวกลางประสานงานในการปรับปรุงคุณภาพการเรียนการสอนทุกภาคส่วน และเราควรจะคิดอยู่เสมอว่าการพึ่งพาความช่วยเหลือจากจีนตลอดไปนั้นคงจะเป็นไปไม่ได้ ไทยก็ควรสร้างบุคลากรที่มีคุณภาพของเราเอง ดังนั้น มหาวิทยาลัยราชภัฏที่ยกระดับมาจากวิทยาลัยครู� ควรทำหน้าที่ผลิตครูอย่างจริงจัง สร้างครูสอนภาษาจีนชาวไทย ตอบสนองความต้องการภายในประเทศ เพื่อการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน

รายงานวิจัยชุด “การเรียนการสอนภาษาจีนในประเทศไทย” ประกอบไปด้วย ประถม-มัธยมศึกษา อาชีวศึกษา อุดมศึกษา การศึกษานอกระบบ ความร่วมมือไทย-จีนด้านการศึกษา และบันทึกการประชุมเชิงปฏิบัติการในแต่ละระดับ สามารถติดต่อสอบถามหรือสั่งซื้อรายงานวิจัยได้ที่ศูนย์จีนศึกษา สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โทรศัพท์ 0-2218-7416-7 โทรสาร 0-2255-1760 เว็บไซต์ www.csc.ias.chula.ac.th �อีเมล์ csc_n303@hotmail.com �หรือหาซื้อได้ที่ศูนย์หนังสือจุฬาฯ ทุกสาขา

 

บรรณานุกรม
1. การเรียนการสอนภาษาจีนในประเทศไทย ระดับชั้นประถม-มัธยมศึกษา. ศูนย์จีนศึกษา สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. 2551
2. บันทึกรายงานการประชุมเชิงปฏิบัติการการเรียนการสอนภาษาจีนในประเทศไทย. ศูนย์จีนศึกษา สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. 2551. p17

หมายเหตุ :� บทความนี้เป็นสรุปจากผลงานวิจัยเรื่อง� “การเรียนการสอนภาษาจีนในประเทศไทยระดับประถม-มัธยมศึกษา” (กรุงเทพฯ : ศูนย์จีนศึกษา สถาบันเอเชียศึกษา, 2551)

Keywords : การเรียนการสอน ภาษาจีน ประถมศึกษา มัธยมศึกษา รณพล� มาสันติสุ
   ดาวน์โหลดไฟล์
1 ม.ค. 2552   




ศูนย์โลกสัมพันธ์ไทย สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ชั้น 7 อาคารประชาธิปก-รำไพพรรณี ถนนพญาไท ปทุมวัน กรุงเทพฯ 10330
โทรศัพท์ 0-2218-7464, 0-2218-7466 โทรสาร 0-2255-1124

Thai World Affairs Center, Institute of Asian Studies, Chulalongkorn University
7th Floor, Prajadhipok-Rambhai Barni Building, Phyathai Road, Bangkok 10330 Thailand
Tel: +66 (0) 2218-7464, 2218-7466 Fax: +66 (0) 2255-1124

E-mail: info@thaiworld.org
Website: http://www.thaiworld.org