ศราวุฒิ อารีย์

- สำเร็จการศึกษาปริญญาโทและเอก สาขาเอเชียตะวันตกศึกษา (อินเดีย)
- นักวิจัยประจำสถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
โลกอิสลามกับการรับมือกับความเปลี่ยนแปลงของโลกยุคหลังสงครามเย็น(1)
 

คำว่า โลกอิสลาม นั้น เป็นคำที่มีความหมายกว้างขวาง แต่โดยทั่วไปแล้ว โลกอิสลามมีอยู่ 2 ความหมาย ความหมายแรก เป็นในเชิงวัฒนธรรม ซึ่งหมายถึงประชาคมทั่วโลกที่มีความเชื่อมั่นศรัทธาในศาสนา อิสลามเช่นเดียวกัน โดยผู้ที่ยอมรับนับถือศาสนาอิสลามจะถูกเรียกว่า “มุสลิม” ประชาคมมุสลิมเหล่านี้ ไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะในชาติใดชาติหนึ่งเท่านั้น แต่ครอบคลุมไปในกลุ่มชาติพันธุ์ที่แตกต่างหลากหลาย แม้จะมีความแตกต่างจากกัน แต่ชาวมุสลิมทั่วโลกก็มีความเชื่อมโยงกันจากมรดกตกทอดของความเชื่อมั่นศรัทธาในศาสนาเดียวกัน

ความหมายที่ 2 คือ ทางภูมิศาสตร์และการเมือง โดยเฉพาะในบริบททางประวัติศาสตร์ กล่าวคือ โลกอิสลาม หรือ โลกมุสลิม ที่หมายถึงหน่วยทางการเมืองและภูมิศาสตร์ ที่อิสลามมีอิทธิพลอยู่สูงหรือเป็นส่วนประกอบสำคัญ เมื่อกล่าวถึงโลกอิสลามนั้น� คนส่วนใหญ่มักนึกถึงดินเเดนอาหรับ� เเต่เเท้จริงเเล้วโลกมุสลิมมีอาณาบริเวณที่กว้างใหญ่ไพศาลกว่าดินเเดนอาหรับ�� ประกอบด้วยอาณาบริเวณที่พาดยาวจากโมร็อกโกซึ่งตั้งอยู่ปลายตะวันตกเฉียงเหนือสุดของเเอฟริกาไปถึงบรรดาหมู่เกาะน้อยใหญ่ในประเทศอินโดนีเซีย�� ดังนั้นอิทธิพลของมุสลิมจึงมีอาณาบริเวณที่กว้างขวางถึงสามทวีป ซึ่งครอบคลุมเขตยุทธศาสตร์สำคัญทางเศรษฐกิจเเละการเมืองของโลกอีกด้วย

หากพิจารณาการกระจายตัวของประชากรชาวมุสลิมทั่วโลกอย่างลึกซึ้งแล้ว อาจกล่าวได้ว่า ชาวมุสลิมที่มีจำนวนอยู่ประมาณ 1,500 ล้านคน หรือ 1 ใน 4 ของประชากรโลกนั้น มาจากกลุ่มชาติพันธุ์และตระกูลภาษาที่แตกต่างหลากหลาย ยิ่งกว่านั้น พื้นที่หลักๆ ที่มีประชากรมุสลิมอยู่มากหรือเป็นชนกลุ่มใหญ่ในปัจจุบันนั้น ก็แบ่งย่อยออกได้อีกมากกว่า 50 รัฐ โดยกระจายตัวออกไปอย่างกว้างขวางทั้งในทวีปเอเชียและแอฟริกา หรือแม้แต่ในยุโรป จุดที่น่าสนใจซึ่งไม่ค่อยมีใครคำนึงถึงก็คือเอเชียใต้ซึ่งเป็นภูมิภาคที่มีประชากรมุสลิมอยู่หนาแน่นที่สุดในโลก โดยมีจำนวนถึงราว 1 ใน 4 ของประชากรมุสลิมทั้งหมด รองลงมาคือประชากรมุสลิมในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้� ทั้งในอินโดนีเซีย มาเลเซีย บรูไน กับพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ของไทย และฟิลิปปินส์ ซึ่งประกอบขึ้นเป็นโลกมลายูมุสลิม ส่วนตะวันออกกลางซึ่งเป็นถิ่นกำเนิดของศาสนาอิสลามเองนั้น มีประชากรมุสลิมมากที่สุดเป็นลำดับ 3 หรือมีอยู่ประมาณ 200 ล้านคน ลำดับถัดมาคือชาวมุสลิมเชื้อสายเตอร์กที่อยู่ในตุรกีและดินแดนต่างๆ ในภูมิภาคเอเชียกลาง โดยมีจำนวนประมาณ 90 ล้านคน ส่วนมุสลิมเปอร์เซียนั้นมีประชากรอยู่ประมาณ 70 ถึง 80 ล้านคน 1 และที่เหลือเป็นมุสลิมชนกลุ่มน้อยที่อาศัยอยู่ตามประเทศต่าง ๆ มากกว่า 120 ประเทศทั่วโลก โลกอิสลามในความหมายเชิงประชากรศาสตร์ดังกล่าว� จึงประกอบด้วยชาวมุสลิม 3 กลุ่มใหญ่ ๆ ที่กระจัดกระจายอยู่ทั่วโลกในปัจจุบัน ดังนี้

1.กลุ่มประเทศมุสลิมอาหรับ คือ ประเทศมุสลิมซึ่งประชากรส่วนใหญ่เป็นชาวอาหรับ ใช้ภาษาอาหรับเป็นภาษากลาง กลุ่มนี้มีทั้งหมด 18 ประเทศ คือ แอลจีเรีย บาห์เรน อียิปต์ อิรัก จอร์แดน คูเวต เลบานอน ลิเบีย โมร็อกโก โอมาน กาตาร์ ซาอุดีอาระเบีย โซมาเลีย ซูดาน ซีเรีย ตูนีเซีย สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และเยเมน

2.กลุ่มประเทศมุสลิมที่ไม่ใช่อาหรับ คือ ประเทศที่ประชากรส่วนใหญ่นับถือศาสนาอิสลาม แต่ไม่ใช่ชาวอาหรับและไม่ได้ใช้ภาษาอาหรับเป็นภาษากลาง กลุ่มนี้มีทั้งหมด 38 ประเทศ แบ่งเป็นภูมิภาคต่าง ๆ ดังนี้
-ภูมิภาคเอเชียและเอเชียกลางมี 15 ประเทศ ได้แก่ อัฟกานิสถาน อาเซอร์บัยญาณ บังกลาเทศ บรูไน อินโดนีเซีย อิหร่าน คาซัคสถาน คิร์กิสถาน มาเลเซีย มัลดีฟส์ ปากีสถาน ทาจิกิสถาน ตุรกี เติร์กเมนิสถาน อุสเบกิสถาน
-ภูมิภาคแอฟริกามี 21 ประเทศ ได้แก่ มอริตาเนีย บูร์กินาฟาโซ แคเมอรูน แอฟริกากลาง ชาด คอโมโรส โกตดิวัวร์ เอริเทรีย เอธิโอเปีย แกมเบีย กีนี กินีบิสเซา จิบุตี มาลี ไนเจอร์ ไนจีเรีย เซเนกัล เซียร์ราลีโอน แทนซาเนีย โตโก และซาฮาร่าตะวันตก
-ภูมิภาคยุโรปมี 2 ประเทศ ได้แก่ �อัลบาเนีย �บอสเนีย-เฮอร์เซโกวีน่า �และปาเลสไตน์

3.� กลุ่มมุสลิมชนกลุ่มน้อยในประเทศที่ไม่ใช่มุสลิม คือ มุสลิมที่กระจัดกระจายอยู่ในประเทศที่ประชากรส่วนใหญ่ไม่ใช่มุสลิม ซึ่งมีอยู่ทุกมุมโลก เช่น ออสเตรเลีย ฟิลิปปินส์ จีน อินเดีย รัสเซีย มาซิโดเนีย ฝรั่งเศส อังกฤษ สหรัฐอเมริกา อาร์เจนตินา ไทย ฯลฯ กลุ่มมุสลิมเหล่านี้เป็นประชากรส่วนน้อยในประเทศต่าง ๆ ไม่น้อยกว่า 120 ประเทศทั่วโลก

โลกในช่วงปลายของศตวรรษที่ 20 นำมาซึ่งสิ่งท้าทายมากมายต่อโลกอิสลาม ในทางการเมืองและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศแล้ว� ประชาคมมุสลิมได้ดิ้นรนต่อสู้ท่ามกลางการปรากฎขึ้นของรัฐ-ชาติมุสลิมสมัยใหม่ ในขณะเดียวกัน ความกังวลที่ว่า อุดมการณ์ชาตินิยมจะเป็นตัวบ่อนทำลายอัตลักษณ์ข้ามพรมแดน (Transnational Identity) ในเรื่อง “ประชาชาติอิสลาม” (Islamic Ummah) ทำให้มุสลิมจำนวนมากต่างพากันหาทางออกต่อความกังวลที่เกิดขึ้น ทั้งการต่อสู้เชิงอุดมการณ์และการจัดตั้งสถาบัน มีการก่อตั้งองค์กรมุสลิมขึ้นมามากมาย เพื่อที่จะนำเสนอและแสวงหาสถาบันสมัยใหม่ ที่จะฉายภาพให้เห็นถึง “เอกภาพของอิสลาม” (Islamic Unity) ภายใต้อุดมการณ์การรวมอิสลาม (Pan-Islamism)

ในขณะเดียวกัน พลังท้าทายของอุดมการณ์ชาตินิยม/สังคมนิยมอาหรับภายใต้การนำของกาม้าล อับดุล นัซเซอร์ และความปรารถนาของเขาที่จะรักษาอำนาจอิทธิพลเอาไว้ในโลกอาหรับ� ทำให้ซาอุดีอาระเบียต้องพยายามเข้ามาถ่วงดุลอำนาจ โดยประกาศส่งเสริมแนวคิดการรวมอิสลาม� ในการที่จะสร้างความเป็นเอกภาพให้เกิดขึ้นในหมู่ประชาคมมุสลิม กระแสการฟื้นฟูอิสลามถูกปลุกเร้าให้มีชีวิตชีวาอีกครั้งหลังการล่มสลายของอาณาจักรออตโตมาน มีความพยายามครั้งแล้วครั้งเล่า� ที่จะรวมตัวกันเพื่อทดแทนระบอบคอลีฟะห์ที่ถูกยกเลิกไป อันทำให้โลกอิสลามขาดศูนย์กลางแห่งอำนาจที่มีความชอบธรรม นอกจากนั้น เหตุการณ์ที่ทำให้กระแสอุดมการณ์การรวมอิสลาม (Pan-Islamism) เป็นที่นิยมมากขึ้นแทนที่อุดมการณ์ชาตินิยมคือ ความพ่ายแพ้ของชาวอาหรับต่ออิสราเอลในสงคราม 6 วัน� ปี 1967 อันทำให้ชาวอาหรับต้องสูญเสียดินแดนมากมาย โดยเฉพาะนครเยรูซาเล็ม� ต่อมาในปี 1969 มัสยิดอัล-อักศอก็ถูกลอบวางเพลิง เหตุการณ์เหล่านี้ในท้ายที่สุดก็นำไปสู่การก่อตั้งองค์กรระดับรัฐข้ามชาติที่สำคัญของโลกอิสลาม นั่นคือ องค์การการประชุมอิสลาม (Organization of Islamic Conference: OIC)

�OIC ถือเป็นองค์การสหประชาชาติของโลกอิสลาม ซึ่งก่อตั้งขึ้นอย่างเป็นทางการในปี 1972� เมื่อที่ประชุมระดับรัฐมนตรีประกาศรับหลักการกฎบัตรของ OIC หลังจากที่มีการจัดตั้งสำนักงานเลขาธิการแบบจำกัดขึ้นที่เมืองญิตคะฮ์ ประเทศซาอุดีอาระเบียในปี 1970 โครงสร้างขององค์กรประกอบด้วย
1. การประชุมสุดยอด ซึ่งจะจัดให้มีขึ้นทุก ๆ 3 ปี
2.� การประชุมระดับรัฐมนตรี ซึ่งจัดให้มีขึ้นทุก ๆ ปี
3. สำนักงานเลขาธิการ �ประเทศสมาชิกของ OIC ทั้งหมดในปัจจุบันมีอยู่ 57 ประเทศ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นชาติแอฟริกา และเอเชีย 2

เป็นเวลาเกือบ �20 �ปี (ระหว่างปี 1972 – 1991) ที่ OIC ต้องดำเนินงานท่ามกลางความขัดแย้งของโลกในยุคสงครามเย็น ในช่วงปลายของทศวรรษที่ 1980 OIC ต้องเผชิญกับสภาวะแวดล้อมของโลกที่เปลี่ยนไปอย่างมาก โดยเฉพาะกระบวนการและโครงสร้างของระบบโลก กล่าวคือ สหภาพโซเวียตแตกสลายกลายเป็นสาธารณรัฐย่อย ๆ� ระบบโลกแบบ 2 ขั้วอำนาจหายไป และถูกแทนที่ด้วยระบบโลกแบบขั้วอำนาจเดียว� ซึ่งครอบงำโดยการรวมกลุ่มทางการเมืองของชาติมหาอำนาจอุตสาหกรรมชั้นนำที่นำโดยสหรัฐอเมริกา ��ประเทศในกลุ่มยุโรปก้าวไปสู่ความเป็นเอกภาพมากขึ้น� และพลังอำนาจทางเศรษฐกิจของชาติในเอเชียเริ่มปรากฏให้เห็นเด่นชัด ประเทศใหม่ ๆ เช่น สาธารณรัฐต่างๆ ในเอเชียกลาง และคอเคซัส ได้ปรากฏขึ้นบนแผนที่โลก ในขณะที่บางประเทศกลับสูญหายไป เช่น ยูโกสลาเวีย และเชโกสโลวะเกีย ��การเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ เหล่านี้นำไปสู่การเกิดขึ้นของประเด็นปัญหาใหม่ ๆ ของโลก เช่น ปัญหาเรื่องการส่งเสริมประชาธิปไตย (Democratization) การก่อการร้ายสากล (International Terrorism) การแก้ปัญหาความขัดแย้งแบบสันติวิธี เช่น ความขัดแย้งอาหรับ – อิสราเอล และความสัมพันธ์ระหว่างอารยธรรม

�บางสถาบันที่ไม่สามารถปรับตัวได้ หรือไม่สามารถรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของระบบโลกดังกล่าว ถึงกับต้องล้มเลิกไป เช่น องค์การสนธิสัญญาวอซอ (Warsaw Pact) เป็นต้น ��แต่ OIC ก็สามารถอยู่รอดได้ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว อีกทั้งยังคิดประดิษฐ์กลยุทธ์ใหม่ๆ เพื่อเอามารับมือกับการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้อีกด้วย��

--------------------------------------------------------

เชิงอรรถ

1 M. S. Agwani, Contemporary West Asia, (New Delhi: Har-Anand Publications, 1995), p. 234.
2 สมาชิกของ OIC ทั้ง 57 ประเทศได้แก่ แอลจีเรีย บาห์เรน อียิปต์ อิรัก จอร์แดน คูเวต เลบานอน ลิเบีย โมร็อกโก โอมาน� กาตาร์�� ซาอุดิอาระเบีย� โซมาเลีย� ซูดาน� ซีเรีย �ตูนีเซีย� สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์�� เยเมน� อัฟกานิสถาน� อาเซอร์บัยญาน� บังกลาเทศ� บรูไน� อินโดนีเซีย� อิหร่าน� คาซัคสถาน� คิร์กิสถาน� มาเลเซีย มัลดีฟส์ ปากีสถาน ทาจิกิสถาน ตุรกี� เติร์กเมนิสถาน อุสเบกิสถาน มอริตาเนีย บูร์กินาฟาโซ แคเมอรูน อาฟริกากลาง ชาด� คอโมโรส� โกตดิวัวร์ เอริเทรีย� เอธิโอเปีย� แกมเบีย� กินี� กินีบิสเซา จิบุตี� มาลี ไนเจอร์ ไนจีเรีย เซเนกัล เซียร์ราลีโอน แทนซาเนีย โตโก ซาฮาร่าตะวันตก อัลบาเนีย บอสเนีย-เฮอร์เซโกวีน่า และปาเลสไตน์
Keywords : โลกอิสลาม สงครามเย็น โลกาภิวัตน์ องค์การการประชุมอิสลาม ศราวุฒิ อารีย์
  
24 ส.ค. 2550   




ศูนย์โลกสัมพันธ์ไทย สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ชั้น 7 อาคารประชาธิปก-รำไพพรรณี ถนนพญาไท ปทุมวัน กรุงเทพฯ 10330
โทรศัพท์ 0-2218-7464, 0-2218-7466 โทรสาร 0-2255-1124

Thai World Affairs Center, Institute of Asian Studies, Chulalongkorn University
7th Floor, Prajadhipok-Rambhai Barni Building, Phyathai Road, Bangkok 10330 Thailand
Tel: +66 (0) 2218-7464, 2218-7466 Fax: +66 (0) 2255-1124

E-mail: info@thaiworld.org
Website: http://www.thaiworld.org