ร้อยเอก นายแพทย์ ยงยุทธ มัยลาภ

- ผู้วิเคราะห์สถานการณ์ต่างประเทศ ททบ.5
- ผู้รายงานข่าว CNN World Report
นาม (NAM) นั้น สำคัญไฉน ?
 

     ในเดือนกันยายน 2006 คิวบาได้เป็นเจ้าภาพจัดการประชุมกลุ่ม NAM หรือกลุ่มประเทศไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด (Non-Aligned Movement) ครั้งที่ 14 ขึ้น ซึ่งกลุ่ม NAM นี้ได้ก่อตั้งขึ้นในช่วงสงครามเย็น ระหว่างทศวรรษ 1950 ถึง 60 ประเทศสมาชิกส่วนใหญ่ก็คือ อาณานิคมของยุโรปหลายประเทศ ซึ่งต้องการรวมกลุ่มกันเพื่อแสดงจุดยืนที่ไม่เอนเอียงฝักใฝ่ กับทั้งขั้วของสหรัฐฯหรือขั้วของสหภาพโซเวียต NAM มุ่งสนับสนุนให้ประเทศสมาชิกสามารถกำหนดอนาคตของตนเองได้ สนับสนุนความเป็นอิสระของแต่ละประเทศ การรักษาไว้ซึ่งอธิปไตยแห่งรัฐ การไม่แทรกแซงในกิจการภายในของสมาชิก และการอยู่ร่วมกันโดยสันติของประเทศสมาชิก ตามหลักปัญจศีลจากการประชุมที่เมืองบันดุงของอินโดนีเซีย นับว่าเป็นเวทีสากลอีกแห่งหนึ่ง นอกจากสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ ที่เปิดโอกาสให้สมาชิกได้พบปะและแลกเปลี่ยนทัศนะกัน ด้วยความรู้สึกเท่าเทียมกัน ขณะที่สมาชิก NAM หลายประเทศมองว่า เวทีสหประชาชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเวทีในคณะมนตรีความมั่นคงของสหประชาชาติ (UN) ได้ถูกชาติมหาอำนาจคือ สหรัฐฯครอบงำมาโดยตลอด แต่หลังจากที่สงครามเย็นสิ้นสุดลง สื่อก็พากันมองว่า เวที NAM น่าจะลดบทบาทและความสำคัญลงอย่างต่อเนื่อง แต่กลับปรากฏว่า เหล่าสมาชิกยังคงเห็นความสำคัญของ NAM อยู่มาก เพราะต่างก็เห็นว่าจะเป็นเวทีสำหรับประเทศกำลังพัฒนา ซึ่งสุ้มเสียงเบากว่ามหาอำนาจ ใช้ในการแสดงความเห็นและแสดงท่าที ที่อาจจะไม่มีใครให้ความสำคัญนัก หากเป็นการแสดงอยู่ในเวทีอื่น ปัจจุบัน NAM มีสมาชิกอยู่ 118 ประเทศ เป็นชาติในแอฟริกา 53 ประเทศ เอเชีย 38 ประเทศ ซึ่งรวมถึงไทยด้วย ลาตินอเมริกาและแถบทะเลแคริเบียน 26 ประเทศ และยุโรปอีก 1 ประเทศ คือเบลารุส สมาชิกของกลุ่ม NAM มีมากถึง 2 ใน 3 ของสมาชิกสหประชาชาติ (UN) ทีเดียว และหลายประเทศก็เป็นไม้เบื่อไม้เมากับสหรัฐฯ เช่น คิวบา เวเนซูเอลา เกาหลีเหนือ อิหร่าน ซูดาน พม่า และเบลารุส บรรยากาศการประชุมของ NAM ที่ประเทศเหล่านี้ทะยอยลุกขึ้นมาโจมตีนโยบายของสหรัฐฯ ก็ทำให้ประเทศที่ได้ปรับปรุงความสัมพันธ์กับสหรัฐฯไปแล้วในระยะหลังๆ เช่น อินเดีย ปากีสถาน ฟิลิปปินส์ ที่ก็เป็นสมาชิกของ NAM ด้วย คงจะอึดอัดใจอยู่บ้าง สุนทรพจน์ของประเทศที่เป็นมิตรกับสหรัฐฯเหล่านี้ จึงมักออกมาในลักษณะกลางๆ แต่บรรดานักวิเคราะห์มองว่า การเข้าร่วมประชุม NAM ของพันธมิตรของสหรัฐฯเหล่านี้ ก็อาจเป็นประโยชน์ต่อประเทศเหล่านี้อยู่มาก เพราะช่วยลดแรงกดดันที่เกิดขึ้นต่อรัฐบาล จากผู้ที่ต่อต้านนโยบายสร้างความสัมพันธ์กับสหรัฐฯ ภายในประเทศเหล่านี้ลงไปได้บ้าง บทบาทสำคัญของเวที NAM อีกอย่างหนึ่งก็คือ โอกาสในการประชุมสองฝ่ายระหว่างคู่เจรจาต่างๆ ที่เกิดขึ้นข้างๆ เวทีใหญ่ ซึ่งน่าจะเอื้อต่อการแก้ปัญหาความขัดแย้ง เช่น กรณีของอินเดียกับปากีสถาน หรือเอื้อต่อการเสริมสร้างความร่วมมือ NAM จึงยังคงมีอนาคตอยู่ แต่การประชุมสุดยอด NAM เกิดขึ้น 3 ปีต่อครั้งเท่านั้น อิทธิพลของ NAM จึงไม่ค่อยปรากฏอย่างต่อเนื่อง  นอกจากว่าจะมีการจัดตั้งสำนักเลขาธิการ และดึงเอาตัวแทนของประเทศสมาชิกที่เป็นประธาน NAM ในปัจจุบัน ที่เคยเป็นประธานในวาระก่อนหน้า และที่จะเป็นประธานในอนาคต มารวมตัวเป็นกลุ่มผู้นำหลักของ NAM  ตามแนวคิดของคิวบา ถ้าแนวทางเช่นนี้เกิดขึ้นมาได้ อำนาจต่อรองของ NAM ก็จะเพิ่มขึ้น และส่งผลในวงกว้างอย่างต่อเนื่องได้จริงๆ  

      เป็นที่คาดกันอยู่ก่อนแล้วว่า บรรยากาศการประชุมสุดยอด NAM ครั้งที่ 14 นี้ จะต้องคุกรุ่นด้วยสุนทรพจน์จากบรรดาผู้นำประเทศที่เป็นปรปักษ์กับสหรัฐฯ ซึ่งจะใช้เวทีนี้ในการโจมตีนโยบายของสหรัฐฯ และเรียกร้องให้ประเทศต่าง ๆ สนับสนุนท่าทีของพวกตน ซึ่งก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ เช่น ประธานาธิบดีเวเนซูเอลา แนวคิดเอียงซ้าย ฮิวโก้ ชาเวซ ที่ประกาศว่า ลัทธิจักรวรรดินิยมอเมริกันกำลังเสื่อมสลาย โลกใหม่ที่มีสองขั้วอำนาจกำลังผุดขึ้นมาแทนที่ และชี้ว่ากลุ่มไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด ได้เริ่มดำเนินการเพื่อรวมพลังประเทศโลกที่สามให้อยู่ภายใต้ร่มเงาเดียวกันคือ NAM รัฐมนตรีต่างประเทศคิวบา ฟิลิป เปเรซ โรค ยังได้กล่าวถึงแนวคิดที่ว่า การเคลื่อนไหวของ NAM ควรจะต้องมีมากกว่าการพูดและออกถ้อยแถลง แต่ควรจะต้องมีการดำเนินการอย่างเป็นรูปธรรมในเวทีนานาชาติด้วย และชี้ว่าความแข็งแกร่งของ NAM มาจากสมาชิกจำนวนมากถึง 118 ประเทศในขณะนี้ ซึ่งเป็นจำนวนเกือบ 2 ใน 3 ของสมาชิก UN  นอกจากนี้ บรรดาผู้นำที่ไม่ค่อยจะกินเส้นกับสหรัฐฯ ก็ทยอยกันขึ้นเวทีเพื่อปราศรัย วิจารณ์ปัญหาความยากจนของโลก วิธีทำการค้าอย่างไม่ยุติธรรม และการครอบงำสหประชาชาติโดยสหรัฐฯ บางคนถึงกับบอกว่า NAM ควรได้รับการเสริมสร้างให้มีความแข็งแกร่งขึ้น เพื่อให้เป็นทางเลือกใหม่แทนที่เวทีสหประชาชาติ (UN) 

      ทางด้านเกาหลีเหนือก็ใช้โอกาสนี้กล่าวปราศรัยโจมตีสหรัฐฯ ที่ปฏิบัติการโจมตีฝ่ายเดียวต่อประเทศอื่น เกาหลีเหนือเรียกร้องให้ NAM ที่ฟื้นตัวขึ้นมาสู่ยุคใหม่ พูดด้วยเสียงที่เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน นอกจากนี้ สมาชิกในเวที NAM ได้แสดงท่าทีร่วมกัน สนับสนุนสิทธิของอิหร่านในการพัฒนา วิจัย และผลิตพลังงานนิวเคลียร์เพื่อสันติ ทว่าสมาชิก NAM ก็เรียกร้องให้อิหร่านร่วมมือกับทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ ในการตรวจสอบโครงการพัฒนานิวเคลียร์ของอิหร่านด้วย เป็นที่น่าสังเกตว่า บรรดาผู้นำประเทศสมาชิกของ NAM ที่มีความสัมพันธ์อันดีกับสหรัฐฯ เช่น อินเดีย ปากีสถาน มาเลเซีย ชิลี เปรู และโคลัมเบีย ก็พยายามเลี่ยงที่จะพูดในประเด็นซึ่งอาจจะทำให้สมาชิก NAM ที่ต่อต้านสหรัฐฯ แสดงท่าทีรุนแรงหรือแข็งกร้าวต่อสหรัฐฯ เพิ่มมากขึ้นไปอีก 

   แม้ว่าการประชุมของ NAM ครั้งนี้ ดูจะคึกคักมาก เนื่องจากคู่กัดของสหรัฐฯได้มีโอกาสใช้เวทีนี้ ในการระบายความในใจและตอบโต้กับสหรัฐฯ โดยมีสมาชิกนานาประเทศรับฟัง และไม่ค่อยมีใครออกมาประท้วงแทนสหรัฐฯเท่าใดนัก แต่สิ่งที่พูดกันไปจะนำไปสู่ผลที่เป็นรูปธรรมหรือไม่นั้น ก็คงต้องติดตามกันต่อไป แต่ผลพวงที่ชัดเจนที่ได้จากเวที NAM ในครั้งนี้ถ้าจะว่าไปแล้ว ก็คือการเจรจาทวิภาคีริมขอบสนามการประชุม NAM  โดยเฉพาะกรณีของอินเดียกับปากีสถาน ที่เป็นไม้เบื่อไม้เมากันอยู่ แต่ก็เป็นสมาชิก NAM ด้วยกันทั้งคู่ 

     นี่คือโอกาสที่ทั้งคู่จะได้มาเจรจากัน จนตกลงกันได้ว่าจะรื้อฟื้นการเจรจาสันติภาพอย่างเป็นทางการขึ้นมาใหม่อีกครั้งหนึ่ง หลังจากที่ยุติไปหลังการวางระเบิดรถไฟที่เมืองมุมไบเมื่อเดือนกรกฎาคม 2006 ความพยายามแสวงหาแนวทางไปสู่สันติภาพเช่นนี้ เป็นสิ่งที่ได้มาจากการเข้าร่วมประชุม แม้จะไม่ใช่ผลพวงโดยตรงๆจากการประชุมของ NAM ก็ตาม แต่ก็ต้องถือว่าเป็นสิ่งที่คุ้มค่าอย่างยิ่ง

Keywords : กลุ่มสมาชิก NAM, ประเทศไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด, คิวบา, ยงยุทธ มัยลาภ
  
27 ก.ย. 2549   




ศูนย์โลกสัมพันธ์ไทย สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ชั้น 7 อาคารประชาธิปก-รำไพพรรณี ถนนพญาไท ปทุมวัน กรุงเทพฯ 10330
โทรศัพท์ 0-2218-7464, 0-2218-7466 โทรสาร 0-2255-1124

Thai World Affairs Center, Institute of Asian Studies, Chulalongkorn University
7th Floor, Prajadhipok-Rambhai Barni Building, Phyathai Road, Bangkok 10330 Thailand
Tel: +66 (0) 2218-7464, 2218-7466 Fax: +66 (0) 2255-1124

E-mail: info@thaiworld.org
Website: http://www.thaiworld.org