สุภาค์พรรณ ตั้งตรงไพโรจน์

นักวิจัยด้านอาเซียน
และโลกมุสลิมในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

การเลือกตั้งประธานาธิบดีอินโดนีเซีย
 
ตามกฎหมายใหม่ว่าด้วยการเลือกตั้งประธานาธิบดีและรองประธานาธิบดีปี 2003 ส่งผลให้ประชาชนอินโดนีเซีย ได้มีโอกาสเลือกตั้งประธานาธิบดีและรองฯโดยตรงเป็นครั้งแรก ในประวัติศาสตร์การเมืองอินโดนีเซีย สาระสำคัญนอกจากการกำหนดให้มีการเลือกตั้งในปี 2004 แล้ว ยังได้วางกรอบอื่นๆอีกหลายประการ อาทิ หากผลการเลือกตั้งรอบแรก ผู้สมัครที่ชนะเป็นลำดับที่ 1 ได้คะแนนเสียงไม่เกินร้อยละ 50 ของคะแนนเสียงทั้งหมด ให้มีการเลือกตั้งกันใหม่อีกครั้งเฉพาะสองคู่แรกที่ได้คะแนนสูงสุดเท่านั้น นอกจากนี้ กฎหมายยังวางกรอบคุณสมบัติของผู้สมัครรับเลือกตั้งว่าต้องสำเร็จการศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย (high school diploma) เป็นอย่างน้อย คุณสมบัติข้อนี้เรียกว่าสร้างขึ้นมาเพื่อนางเมกาวาตีโดยเฉพาะก็ว่าได้ เพราะถ้ากำหนดว่าต้องจบการศึกษาระดับปริญญาตรีเหมือนของประเทศไทย นางเมกาวาตีจะถูกตัดสิทธิทันทีเนื่องจากจบการศึกษาแค่มัธยมปลายเท่านั้น ส่วนคุณสมบัติข้ออื่นๆ ได้แก่ ผู้สมัครต้องมีอายุไม่ต่ำกว่า 35 ปี ต้องมีสุขภาพดีทั้งทางร่างกายและจิตใจ และต้องมีประวัติการเสียภาษีถูกต้องสมบูรณ์ 5 ปีย้อนหลัง เป็นต้น

 

การเลือกตั้งรอบแรกได้กำหนดให้มีขึ้นเมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2547 โดยมีผู้สมัครทั้งหมด 5 คู่ ได้แก่ 1) พลเอกวิรันโต (ชิงตำแหน่งประธานาธิบดี) – นายโซลาห์ (ชิงตำแหน่งรองฯ) จากพรรค GOLKAR 2) นางเมกาวาตี (ประธานาธิบดีคนปัจจุบัน) – นายมูซาดี้ จาก PDI-P 3) นายอาเมียน – นายซิสโวโน พรรค PAN 4) พลเอกซูสิโล – นายยูซุฟ พรรค PD และ 5) นายฮัมซาห์ – พลเอกอากุม จาก PPP

 

 

แรกเริ่มนั้นมีคู่ที่ 6 ด้วยคือ อดีตประธานาธิบดีวาฮิดกับนางมาร์วาห์จากพรรค PKB ตัววาฮิดนั้นมีความตั้งใจอย่างแรงกล้าในการลงชิงชัยครั้งนี้ นัยว่าเป็นการกู้ชื่อเสียงกลับคืนมาด้วย แต่เป็นที่น่าเสียดายที่ต้องถูกตัดสิทธิจากการเป็นผู้แข่งขัน เนื่องจากไม่ผ่านการตรวจสุขภาพของคณะกรรมการการเลือกตั้ง ซึ่งนายวาฮิดนั้น แม้ยังไม่ต้องตรวจ ก็เห็นได้ชัดๆแล้วว่ามีปัญหาเกี่ยวกับสายตา จนเรียกได้ว่าเกือบบอดแล้วด้วยซ้ำ ดังนั้น จึงเหลือให้ชาวอินโดนีเซียได้พิจารณาเพียง 5 คู่เท่านั้น

 

 

ผลการเลือกตั้งเป็นไปดังที่หลายฝ่ายคาดการณ์ไว้ ดังนี้ พลเอกซูสิโลได้คะแนนเสียงเป็นที่ 1 ร้อยละ 33.58 อันดับ 2 นางเมกาวาตี ได้ร้อยละ 26.29 อันดับ 3 พลเอกวิรันโต ร้อยละ 22.21 อันดับ 4 นายอาเมียน ร้อยละ 14.87 และอันดับ 5 นายฮัมซาห์ ฮาส ได้คะแนนเสียงร้อยละ 3.06 จะเห็นได้ว่าพลเอกซูสิโลได้คะแนนไม่ถึงร้อยละ 50 ของคะแนนเสียงทั้งหมด จึงต้องมีการเลือกตั้งกันอีกครั้งตามที่กฎหมายกำหนดไว้ โดยคู่ชิงก็คือนางเมกาวาตีที่ได้คะแนนมาเป็นอันดับสอง ห่างจากนายพลวิรันโตเพียงร้อยละ 4.08 ซึ่งส่งผลให้ทีมของนายพลวิรันโตเกิดข้อกังขาว่าอาจมีการทุจริตในการนับคะแนน และพยายามอุทธรณ์คณะกรรมการการเลือกตั้งให้มีการนับคะแนนใหม่อยู่ในขณะนี้ แต่คงไม่สำเร็จเนื่องจากฝ่ายกฎหมายของพลเอกวิรันโต ไม่สามารถหาหลักฐานมาแสดงต่อคณะกรรมการฯได้

 

 

กำหนดการเลือกตั้งรอบสองจะมีขึ้นในวันที่ 20 กันยายนนี้ ช่วงเดือนเศษๆนับจากนี้จึงเป็นห้วงเวลาแห่งการหาเสียงระหว่างสองคู่ผู้สมัครคือ คู่ของพลเอกซูสิโลกับนายยูซุฟ และคู่ของนางเมกาวาตีกับนายมูซาดี้อีกครั้งหนึ่ง แต่ครั้งนี้ นโยบายในการหาเสียงจะมีความชัดเจนมากขึ้น พร้อมๆกับการแสวงหาพันธมิตรจากพรรคการเมืองอื่นๆ เพื่อจัดตั้งเป็นรัฐบาลผสมหากได้รับการเลือกตั้ง ในส่วนของนโยบายนั้นไม่มีความแตกต่างกันมากนัก กล่าวคือทั้งพรรค PD ของพลเอกซูสิโล และพรรคPDI-P ของนางเมกาวาตี ต่างชูนโยบายปฏิรูปการเมืองให้เป็นประชาธิปไตยมากขึ้น ด้วยการเร่งให้เกิดการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น ปฏิรูปเศรษฐกิจให้เกิดการลงทุนจากต่างประเทศมากขึ้น กับส่งเสริมธุรกิจขนาดเล็กและขนาดกลางภายในประเทศ กำจัดปัญหาทุจริตคอร์รัปชั่น แก้ปัญหาการว่างงาน และปรับโครงสร้างกองทัพให้อยู่ภายใต้หลักการให้ความสูงสุดแก่พลเรือน จะว่าไปแล้ว นโยบายทั้งหมดนี้เป็นสิ่งที่คนอินโดนีเซียร่ำร้องอยากได้มานานตั้งแต่ต้นทศวรรษ 1990 แล้ว แม้เมื่ออดีตประธานาธิบดีซูฮาร์โตหมดอำนาจไป จนเปลี่ยนผู้นำมา 3 ครั้ง ก็ยังเป็นได้แค่นโยบายเท่านั้น ประชาชนยังไม่เคยเห็นการปฏิบัติใช้นโยบายอย่างจริงจังแม้สักครั้งเดียว ดังนั้น จึงกล่าวได้ว่า นโยบายพื้นๆเหล่านี้ อาจจะดึงดูดใจคนอินโดนีเซียได้ไม่มากนัก

 

 

อย่างไรก็ดี หลังทราบผลการเลือกตั้งอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม ผู้สมัครทั้งสองคู่ต่างก็เริ่มจำกัดแนวนโยบายของตนให้แคบและเด่นชัดขึ้น พลเอกซูสิโลนั้นประกาศเป้าหมาย 5 ปีข้างหน้าหากได้เป็นประธานาธิบดีว่า จะเพิ่มอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศให้ได้ถึงร้อยละ 7.6 ในปี 2009 เมื่อเทียบกับในขณะนี้ที่มีอัตราการเติบโตเพียงร้อยละ 4.8 ในขณะเดียวกันจะลดอัตราการว่างงานและความยากจนลงให้ได้ร้อยละ 50 และที่สำคัญคือการนำนโยบายต่อต้านการก่อการร้ายทุกรูปแบบมาชูเป็นประเด็นหลัก โดยไม่เกรงว่าจะเสียคะแนนจากกลุ่มมุสลิมหัวรุนแรง ที่สนับสนุนขบวนการก่อการร้ายในประเทศ ซึ่งนโยบายนี้นับว่าถูกใจชาวอินโดนีเซียทุกระดับทีเดียว เนื่องจากในปัจจุบันผู้คนเริ่มรู้สึกไม่พอใจที่ภาพพจน์ของประเทศ กลายเป็นฐานการก่อการร้ายที่สำคัญในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อันส่งผลถึงความเชื่อมั่นของนักลงทุนและต่ออุตสาหกรรมการท่องเที่ยวโดยรวม ทางด้านนางเมกาวาตีนั้น นอกจากนโยบายปฏิรูปการเมืองและเศรษฐกิจโดยกว้างๆ รวมทั้งการอ้างถึงผลงานการรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของรัฐบาล ภายใต้การดูแลของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (International Monetary Fund -IMF) ให้ผ่านพ้นมาด้วยดีแล้ว สิ่งที่สำคัญคือ ยังได้ปรับรูปแบบการหาเสียงใหม่ภายใต้สโลแกน “get down to the factory floor” โดยการเข้าหาประชาชนในระดับรากหญ้าให้มากขึ้น ปรับปรุงการทำงานของพรรคให้คล่องตัว และสร้างภาพพจน์ของพรรคและตัวนางเมกาวาตีให้ชาวบ้านรู้สึกว่า “เข้าถึงได้” ที่ผ่านมานั้น นางเมกาวาตีไม่เคยลงไปสัมผัสประชาชนในพื้นที่ และไม่ใคร่ให้สัมภาษณ์ออกสื่อสาธารณะ คนทั่วไปจึงมองว่านาง เมกาวาตีนั่งอยู่แต่บนหอคอยงาช้าง และไม่รู้ปัญหาที่แท้จริงของประชาชน ในทางตรงกันข้าม พลเอกซูสิโลนั้นเป็นที่นิยมชมชอบของประชาชนทุกระดับ ก็เพราะว่ามีบุคลิกประเภทตาดูดาวเท้าติดดิน เข้าหาชาวบ้านทุกระดับ ฉลาดเด็ดเดี่ยว หนักแน่นและซื่อสัตย์ ซึ่งทีมงานและตัวนางเมกาวาตีเองคงจะมองเห็นจุดอ่อนของตนในประเด็นนี้ และไม่อาจปล่อยให้ดำเนินต่อไปได้ จึงต้องยอมปรับตัวเองเพื่อเป้าหมายสำคัญแห่งการเป็นประธานาธิบดีอีกสมัยหนึ่ง

 

 

ส่วนการแสวงหาพันธมิตรเพื่อชักชวนมาร่วมรัฐบาลนั้น นับว่ามีความสำคัญต่อคะแนนเสียงมากเช่นกัน เนื่องจากว่าหากพรรคการเมืองใดให้การสนับสนุนผู้สมัครคนใดคนหนึ่ง ก็เท่ากับเป็นการชี้นำให้สมาชิกพรรค และผู้ที่ศรัทธาพรรคลงคะแนนเสียงให้ผู้สมัครคนนั้น ดังนั้น ช่วงเวลานี้จึงเป็นช่วงเวลาแห่งการเจรจา เสนอผลประโยชน์ให้กับพรรคการเมืองต่างๆของสองผู้แข่งขัน โดยเฉพาะพรรคสำคัญๆอย่างเช่นพรรค PAN พรรค GOLKAR พรรค PPP และพรรค PKB โดยพรรค PPP ของนายฮัมซาห์ ฮาสนั้น ประกาศตั้งแต่ผลการเลือกตั้งยังไม่ออกแล้วว่า จะสนับสนุนนางเมกาวาตี ส่วนพรรคที่เหลือยังสงวนท่าทีหรือกล่าวอีกนัยหนึ่งคือ รอดูว่าจะใครจะเสนอผลประโยชน์หรือเก้าอี้รัฐมนตรีให้มากกว่า

 

 

แนวโน้มว่าใครจะได้รับเลือกเป็นประธานาธิบดีนั้น ตัวแปรสำคัญไม่ได้อยู่ที่นโยบายของพรรค หากแต่ขึ้นอยู่กับเงื่อนไข 3 ประการประกอบกัน ดังนี้ 1) พรรคพันธมิตรที่ให้การสนับสนุน 2) อำนาจอยู่ในมือใคร และ3) อารมณ์ของคนอินโดนีเซีย

 

 

เรื่องของพรรคพันธมิตรนั้น หากผู้สมัครคนใดสามารถดึงคะแนนเสียงสนับสนุนจากพรรคGOLKAR และพรรค PAN เพียงแค่ 2 พรรคนี้ก็จะได้คะแนนเสียงเป็นจำนวนมาก เนื่องจากฐานเสียงของทั้งสองพรรคมีอยู่ทั่วประเทศ อีกทั้งยังครอบคลุมทั้งคนที่ศรัทธาในศาสนาอิสลาม (PAN) และที่เชิดชูในอุดมการณ์ชาตินิยม (GOLKAR) อีกด้วย ส่วนเงื่อนไขข้อที่ 2 และ 3 นั้น ลำดับความสำคัญเท่าๆกัน กล่าวคือ ถ้าจะพิจารณาจากอารมณ์ของคนอินโดนีเซียขณะนี้ แน่นอนว่าประธานาธิบดีคนต่อไปต้องชื่อซูสิโล เนื่องจากเกิดกระแสอยากลองของใหม่ขึ้นทั่วสังคมอินโดนีเซีย แต่อย่างไรก็ดี เรื่องของอำนาจไม่อาจจะมองข้ามไปได้ง่ายๆ โดยเฉพาะอำนาจนั้นอยู่ในมือของใครขณะนี้ กล่าวให้ชัดเจนก็คือ วัฒนธรรมการเมืองอินโดนีเซียนั้น ยังผูกพันอยู่กับระบบอำนาจและระบบอุปถัมภ์ การช่วยเหลือเกื้อกูลและเอื้อผลประโยชน์ให้กับผู้มีอำนาจมากกว่า เป็นเรื่องปกติในสังคมอินโดนีเซีย การเลือกตั้งก็เช่นกัน หลายครั้ง (รวมการเลือกตั้งประธานาธิบดีรอบแรก) ก็มีการฟ้องร้องถึงความไม่โปร่งใสในการนับคะแนนหรือในกระบวนการการเลือกตั้ง อันเนื่องมาจากเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้ง มักจะอยู่ภายใต้อำนาจของผู้มีอิทธิพลหรือพรรคการเมืองที่มีอำนาจในขณะนั้น

 

 

การเลือกตั้งครั้งนี้ดำเนินไปภายใต้การบริหารของรัฐบาลนางเมกาวาตี ดังนั้น จึงไม่ใช่เรื่องแปลกแต่อย่างใด หากกระแสอยากลองของใหม่ และคะแนนสนับสนุนจากพรรคพันธมิตร จะไม่สามารถช่วยให้พลเอกซูสิโลได้คะแนนเป็นอันดับ 1

 

 

ทั้งนี้ ไม่ว่าพลเอกซูสิโลหรือนางเมกาวาตีจะได้เป็นประธานาธิบดีคนต่อไป การเปลี่ยนแปลงในตัวนโยบาย คงจะเกิดขึ้นเฉพาะนโยบายภายในเท่านั้น ส่วนนโยบายต่างประเทศไม่น่าจะเปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะนโยบายหลักๆ คือ จะยังคงรักษาความเป็นกลาง (อินโดนีเซียเป็นสมาชิกของกลุ่มประเทศไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด) และส่งเสริมความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้าน ทั้งในกรอบอาเซียนและระดับทวิภาคีต่อไป อย่างไรก็ดี ด้านนโยบายต่อต้านการก่อการร้ายอาจแตกต่างกันบ้าง หากนางเมกาวาตีเป็นผู้นำ ประชาชนก็จะได้เห็นบทบาทชี้นำของสหรัฐอเมริกาต่อไป หากพลเอกซูสิโลได้รับเลือก บทบาทของสหรัฐฯต้องถูกลดทอนลงไป เนื่องจากพลเอกซูสิโลมีเจตนารมณ์ที่จะแก้ปัญหาการก่อการร้ายในประเทศ โดยไม่ให้ตะวันตกมาแทรกแซง และจะประสานความร่วมมือในเรื่องดังกล่าวภายใต้กรอบของอาเซียนเท่านั้น

 

 

สำหรับรัฐบาลไทยนั้น ไม่มีสิ่งใดต้องกังวลกับประธานาธิบดีคนใหม่ ไม่ว่าใครจะมาเป็นผู้นำคนต่อไป นโยบายต่างประเทศของไทยน่าจะเป็นเรื่องของการสานต่อความสัมพันธ์และความร่วมมือระดับทวิภาคี ที่ได้ตกลงกันไว้ก่อนหน้านี้ อาทิ ความร่วมมือทางด้านประมง ด้านการบิน ด้านยางพารา ด้านพลังงาน ด้านวัฒนธรรม การก่อการร้ายและด้านการลงทุน เป็นต้น

 

------------------------------------------------

แหล่งอ้างอิง

สารบัญคำย่อ

GOLKAR

Partai Golongan Karya

พรรคกลุ่มกระทำการ

PDI-P

Partai Demokrasi Indonesia Perjuangan

พรรคประชาธิปไตยอินโดนีเซียแห่งการต่อสู้

PAN

Partai Amanat Nasional

พรรคอาณัติแห่งชาติ

PD

Partai Demokrat

พรรคประชาธิปไตย

PPP

Partai Persatuan Pembangunan

พรรคร่วมพัฒนา

PKB

Partai Kebangkitan Bangsa

พรรคฟื้นตัวแห่งชาติ

Keywords : อินโดนีเซีย เมกาวาตี ซูสิโล พรรค PD พรรค PDI-P สุภาค์พรรณ ตั้งตรงไพโรจน์
  
13 ส.ค. 2547   




ศูนย์โลกสัมพันธ์ไทย สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ชั้น 7 อาคารประชาธิปก-รำไพพรรณี ถนนพญาไท ปทุมวัน กรุงเทพฯ 10330
โทรศัพท์ 0-2218-7464, 0-2218-7466 โทรสาร 0-2255-1124

Thai World Affairs Center, Institute of Asian Studies, Chulalongkorn University
7th Floor, Prajadhipok-Rambhai Barni Building, Phyathai Road, Bangkok 10330 Thailand
Tel: +66 (0) 2218-7464, 2218-7466 Fax: +66 (0) 2255-1124

E-mail: info@thaiworld.org
Website: http://www.thaiworld.org