ระเบิดในย่างกุ้ง : จุดสะดุดในความสัมพันธ์ไทย-พม่า
 

เหตุการณ์ระเบิดที่กลางใจเมืองย่างกุ้งในวันที่ 7 พฤษภาคม 2005 เป็นเรื่องที่น่าตกใจ ทั้งนี้เพราะมีประชาชนผู้บริสุทธิ์เสียชีวิตและบาดเจ็บเป็นจำนวนมาก เนื่องจากสถานที่เกิดเหตุทั้ง 3 จุดอยู่ในย่านชุมชน จุดแรกคือบริเวณด้านนอกของศูนย์ประชุมย่างกุ้ง ซึ่งมีการจัดงานไทยเทรดแฟร์ ส่วนอีก 2 จุดเกิดที่ห้างสรรพสินค้าดากอง และห้างสรรพสินค้าจั่งชั่น รัฐบาลพม่าเปิดเผยตัวเลขว่ามีผู้เสียชีวิต 11 คน และบาดเจ็บ 162 คน (The Nation, 9 May 2005) ขณะที่เขียนบทความนี้ รัฐบาลพม่ายังไม่มีหลักฐานยืนยันได้อย่างแน่นอนว่าเป็นฝีมือของฝ่ายไหน หากแต่รัฐบาลเองก็ปักใจเชื่อว่าเป็นฝีมือขององค์กรที่เป็นฝ่ายต่อต้านรัฐบาล 4 กลุ่มด้วยกัน ได้แก่ กลุ่มสหภาพแห่งชาติกะเหรี่ยง (KNU) กลุ่มพรรคก้าวหน้าแห่งชาติคะยาห์ (KNPP) กลุ่มกองกำลังรัฐฉาน (SSA) และองค์กรรัฐบาลผสมแห่งสหภาพพม่า (NCGUB) ซึ่งเป็นรัฐบาลพลัดถิ่น (New Light of Myanmar อ้างใน The Nation, 9 May 2005) ในขณะที่ผู้แทนทั้ง 4 กลุ่มต่างออกมาปฏิเสธข้อกล่าวหาของรัฐบาลพม่า โดยยืนยันว่าปฏิบัติการอันเป็นผลกระทบต่อชีวิตประชาชนผู้บริสุทธิ์ไม่ใช่นโยบายของพวกตน และตามประวัติการต่อสู้ทั้งของกองกำลังชนกลุ่มน้อยและรัฐบาลพลัดถิ่นของพม่า ก็ไม่ปรากฏมีการทำร้ายประชาชนผู้บริสุทธิ์ เป้าหมายของกองกำลังชนกลุ่มน้อยคือ การปกป้องและป้องกันมวลชนของตน จากการถูกประทุษร้ายจากกองทัพพม่า ที่เข้าไปปฏิบัติการในพื้นที่ของชนกลุ่มน้อยชาติพันธุ์ต่างๆ มากกว่า เป้าการโจมตีจึงอยู่ที่ทหารพม่าไม่ใช่ประชาชนพม่า คำกล่าวหาของรัฐบาลพม่าจึงดูไม่ค่อยมีน้ำหนัก

โดยเฉพาะในส่วนของรัฐบาลพลัดถิ่น มีเป้าหมายที่ชัดเจนคือการต่อสู้เพื่อนำพาประชาธิปไตยกลับคืนสู่ประเทศพม่า ด้วยวิธีสันติและปฏิเสธการใช้ความรุนแรงในการปฏิบัติการใดๆ องค์กรนี้เคยออกมาตำหนิการบุกยึดสถานทูตพม่าในไทย เมื่อเดือนตุลาคม 1999 โดยกลุ่มนักศึกษาพม่าหัวรุนแรง ว่าไม่ใช่วิถีทางที่ถูกต้องในการเคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตย นอกจากนั้น จากการศึกษายุทธศาสตร์ในการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยขององค์กรรัฐบาลพลัดถิ่นจะพบว่าเน้นเรื่องการรณรงค์เพื่อเรียกร้องให้มีการเจรจาระหว่างรัฐบาลพม่ากับพรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย (NLD) ตลอดจนใช้วิธีการล๊อบบี้ (Lobby) องค์กรระหว่างประเทศ องค์กรเอกชน (NGO) และรัฐบาลของประเทศต่างๆ เพื่อให้กดดันรัฐบาลพม่าให้เจรจากับพรรค NLD อีกทั้งองค์กรนี้ก็ทำหน้าที่เสมือนตัวแทนของประชาชนพม่า ที่ไม่มีโอกาสแสดงความคิดเห็นที่เป็นลบต่อรัฐบาลทหารพม่า การสังหารและทำร้ายประชาชนซึ่งเป็นฐานพลังของตน จึงไม่น่าจะเป็นปฏิบัติการขององค์กรนี้

อย่างไรก็ตาม เนื่องจากเป็นเหตุการณ์ที่ค่อนข้างวิกฤติต่อการเมืองและประชาชนพม่า จึงมีนักวิเคราะห์หลายสำนักร่วมกันหาทฤษฎีต่างๆ มาประกอบการวิเคราะห์ในครั้งนี้ อีกทฤษฎีหนึ่งซึ่งสวนทางกับการแถลงของรัฐบาลพม่าคือ สำนักนี้จะเชื่อว่าเหตุการณ์ในครั้งนี้เป็นการสร้างสถานการณ์โดยรัฐบาลพม่าเอง โดยมองว่าการสร้างเหตุวุ่นวายขึ้นในย่างกุ้ง จะเป็นข้ออ้างซึ่งฟังดูมีเหตุผล ที่จะนำไปสู่การเพิ่มมาตรการในการรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวดทั่วประเทศ และจะเป็นข้ออ้างที่ใช้ในการปฏิเสธการปฏิรูปประเทศไปสู่ประชาธิปไตยตามที่ตะวันตกเรียกร้อง นอกจากนี้ ยังมีผู้สันทัดกรณีพม่าศึกษาอีกหลายท่านเสริมว่า อาจจะเป็นการสร้างสถานการณ์เพื่อหาทางปฏิเสธอย่างไม่เสียหน้า ในการรับตำแหน่งประธานที่ประชุมอาเซียนในปี 2006 ที่จะมาถึงนี้ เพราะหากพม่าเป็นประธานแล้วจะทำให้ประเทศคู่เจรจาหลายประเทศปฏิเสธที่จะเข้าร่วมการประชุม อาทิเช่น สหรัฐอเมริกา และประเทศสมาชิกของสหภาพยุโรป เป็นต้น หากเมืองย่างกุ้งเกิดความไม่สงบเสียแล้ว การจัดประชุมต่างๆ คงจะไม่ปลอดภัย การประชุมก็จะไม่ประสบความสำเร็จ ประเด็นนี้มีความเป็นไปได้เช่นกัน เนื่องเพราะรัฐบาลพม่ายังไม่พร้อมที่จะเป็นประธานอาเซียน เพราะยังจัดการการเมืองภายในของตนไม่ได้ อีกทั้งยังอาจเป็นกังวลว่าการเป็นเจ้าภาพในการจัดประชุมหลายงานภายในประเทศพม่า จะเปิดโอกาสให้กลุ่มส่งเสริมประชาธิปไตยสามารถเข้าไปก่อกวนในพม่าได้ โดยรัฐบาลพม่าไม่สามารถยับยั้งได้

อีกทฤษฏีหนึ่งซึ่งเป็นที่พูดกันมากคือ เป็นการลงมือของกลุ่มหน่วยข่าวกรองทหารลูกน้องเดิมของ พล.อ.ขิ่น ยุ้นต์ อดีตนายกรัฐมนตรี และอดีตผู้อำนวยการสำนักงานข่าวกรองทหาร เนื่องจากความไม่พอใจที่หน่วยงานที่ขึ้นตรงกับ พล.อ.ขิ่น ยุ้นต์ ถูกรื้อและสลายพลังอำนาจ กลุ่มนี้จึงฉวยโอกาสปฏิบัติการโดยหวังผลให้เห็นถึงความอ่อนด้อยของกลไกการสืบราชการลับหลังการลงจากอำนาจของขิ่น ยุ้นต์ แต่ในขณะเดียวกันประเด็นนี้ก็มีจุดอ่อนด้วยเช่นกัน เพราะหากมองลงไปให้ลึกซึ้งก็จะเห็นว่า ถ้าเป็นการกระทำของกลุ่มนี้จริงก็เท่ากับเป็นการ “ชี้โพรงให้กระรอก” เพราะแทนที่จะได้อยู่กันอย่างสงบสุข หลังจากถูกปลดกันไปแล้ว ยังจะถูกตามประกบตัวและอาจจะถูกจับกุมตัวไปสอบสวนทั้งทางลับและทางลึกกันอีก จึงเท่ากับจะเป็นการกระทำที่หาทุกข์ใส่ตัวโดยแท้

นอกจากนี้ สำนักข่าวเอเอฟพียังมองว่าอาจเป็นฝีมือของกลุ่มนักศึกษาได้ด้วยเช่นกัน โดยพุ่งเป้าไปที่กลุ่มที่นิยมความรุนแรง อาทิกลุ่มที่เคยบุกยึดสถานทูตพม่าในไทยเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 1999 เพราะกลุ่มนี้เคยประกาศตัวว่าจำเป็นต้องใช้ความรุนแรงในการปฏิบัติการเพื่อเรียกร้องให้ประชาคมโลกหันมาให้ความสนใจกับปัญหาการเมืองในพม่า นอกจากกลุ่มนี้แล้ว กลุ่มที่ถูกเพ่งเล็งอีกกลุ่มหนึ่งได้แก่ กลุ่มมุสลิมหัวรุนแรงที่มีแนวทางดำเนินการเช่นเดียวกันกลุ่มอัลเคด้า ว่าอาจจะอยู่เบื้องหลังเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในขณะนี้ (สำนักข่าวเอเอฟพี, อ้างในมติชน, 9 พ.ค. 2543)

อย่างไรก็ตามในขณะที่ยังไม่สามารถระบุได้ว่าเป็นฝีมือของฝ่ายไหน และมีเป้าประสงค์เช่นใดในการสร้างสถานการณ์นี้ขึ้นมา เหตุการณ์นี้ก็มีประเด็นที่น่าสนใจและชวนให้วิเคราะห์หลายประเด็นเช่นกัน อาทิ การกระทำครั้งนี้หวังผลให้กระทบกับไทยหรือไม่อย่างไร ทั้งนี้โดยพิจารณาจากจุดเกิดเหตุ ซึ่งจุดที่วางระเบิดจุดหนึ่งอยู่ศูนย์การประชุมย่างกุ้ง ซึ่งกำลังมีการแสดงสินค้าจากประเทศไทย ในบริเวณชั้น 3 ของศูนย์ประชุมย่างกุ้ง ซึ่งมีนักธุรกิจไทยนำสินค้าไปแสดงราว 200-300 คน และมีบู๊ธแสดงสินค้า 140 บู๊ธ แรงระเบิดที่จุดนี้มีผู้บาดเจ็บบ้าง สำหรับคนไทยมีบาดเจ็บเพียงเล็กน้อย จำนวน 4 คน ซึ่งขณะนี้ได้เดินทางกลับประเทศไทยแล้วอย่างปลอดภัย ประเด็นที่น่าสนใจอยู่ที่จุดวางระเบิด แม้ว่าจุดที่แสดงสินค้าไทยจะไม่มีคนเสียชีวิตและบาดเจ็บเท่ากับอีก 2 จุด ซึ่งเป็นห้างสรรพสินค้า แต่ผลกระทบมีมากกว่าหลายเท่า เพราะทันทีที่เหตุเกี่ยวข้องกับคนไทย เรื่องราวที่เกิดขึ้นย่อมเป็นข่าวดังที่เมืองไทยและรัฐบาลพม่าไม่สามารถจะปิดข่าวเช่นนี้ได้ ดังนั้นจึงมีความเป็นไปได้ที่ฝ่ายปฏิบัติการต้องการที่จะลากไทยเข้าไปเกี่ยวข้องด้วย โดยหวังพึ่งไทยให้ช่วยประชาสัมพันธ์ข่าว เนื่องจากวันที่ก่อเหตุเป็นวันสุดท้ายของงาน ซึ่งส่วนใหญ่ก็ขายสินค้าไปกันมากแล้ว และนักธุรกิจบางส่วนก็เตรียมตัวกลับบ้านในวันรุ่งขึ้นคือวันที่ 8 พฤษภาคม ดังนั้นคนไทยที่จะตกเป็นเป้าระเบิดจึงมีไม่มาก และหากมุ่งหวังทำร้ายคนไทยจริงๆ ควรจะเลือกระหว่างวันที่ 4-6 พฤษภาคม ซึ่งเป็นวันที่นักธุรกิจจำนวนประมาณ 300 คน ยังคงแออัดกันอยู่ในงาน การเลือกวันสุดท้ายจึงเพียงหวังผลกระทบที่จะมีต่อชีวิตคนไทยให้น้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพราะเป้าประสงค์ไม่ได้อยู่ที่การปองร้ายชีวิต และทำร้าย แต่เป็นเพียงให้ช่วยกระจายข่าวความไม่สงบในพม่าให้ดังเท่านั้น เพราะหากเหตุที่เกิดขึ้นกระทบต่อชาวพม่าเท่านั้น รัฐบาลก็สามารถจะปิดข่าวได้ ดังเช่นเหตุระเบิดที่เคยเกิดขึ้นในระยะเวลาใกล้เคียงที่พม่า แต่ไม่เป็นข่าวดัง เช่น การระเบิดที่ตลาดเซย์โชในเมืองมัณฑะเลย์ เมื่อวันที่ 26 เมษายน ซึ่งมีผู้เสียชีวิต 2 คน และผู้บาดเจ็บ 10 คน(www.irrawaddy.org/27/4/05) และถัดมาเมื่อวันที่ 17 มีนาคม ที่อู่รถโดยสารในเมืองย่างกุ้ง และในวันที่ 19 มีนาคม ที่โรงแรมพาโนรามา โรงแรมเล็กย่านชุมชนในเมืองย่างกุ้งเช่นกัน (มติชนรายวัน, 20 มีนาคม 2548)

และข่าวก็ดังสมใจ เพราะทันทีที่ได้ทราบเหตุ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีไทยก็ส่งเครื่องบิน C130 ไปรับคนไทยกลับทันทีแม้ในว่าในความเป็นจริงนั้นนักธุรกิจไทยส่วนใหญ่ก็เตรียมตัวกลับบ้านกันเองอยู่แล้ว หลายคนมีตั๋วเครื่องบินกลับก่อนหน้าวันเกิดเหตุ ดังนั้นการส่งเครื่องบินพิเศษไปรับนักธุรกิจกลับดูจะเป็นการกระทำที่ซ้ำซ้อนและดูเหมือนจะเกินความ จำเป็นไปหน่อย อีกทั้งไม่มีผู้บาดเจ็บสาหัสที่จะต้องให้ความดูแลเป็นพิเศษแต่ประการใด การแสดงออกของนายกรัฐมนตรีไทยจึงดูเหมือนว่าจะเป็นการแสดง “ปมเขื่อง” เสียมากกว่าการพิจารณากระทำในสิ่งที่พอเหมาะพอควรหรือสมเหตุสมผล ซึ่งทั้งนี้นอกจากจะไม่จำเป็นแล้วยังอาจมีผลกระทบต่อการดำเนินนโยบายต่างประเทศต่อพม่าของไทยก็ได้ โดยเฉพาะในขณะนี้ซึ่งเป็นช่วงที่การเมืองพม่าค่อนข้างสับสนและละเอียดอ่อน ผู้นำรัฐบาลพม่าระดับสูง 2 คนในขณะนี้คือ พลเอกอาวุโสตันฉ่วย ประธานสภาสันติภาพเพื่อการพัฒนาแห่งรัฐ (SPDC) และรองประธาน พลเอกหม่อง เอ ก็มิได้มีความสนิทสนมไว้เนื้อเชื่อใจรัฐบาลไทย เฉกเช่น พลเอกขิ่น ยุ้นต์ อดีตรัฐมนตรี ซึ่งพึ่งจะถูกปลดไปเมื่อเดือนตุลาคม 2005 แต่อย่างไร ดังนั้นเมื่ออยู่ในสภาวะไร้ตัวกลางเชื่อมความสัมพันธ์กับผู้นำพม่า ควรที่ฝ่ายไทยจะพึงระวังการกระทำอันจะไปกระทบ “ปมเขื่อง” ของพม่าเป็นอย่างยิ่ง มิฉะนั้นแล้ว ความสัมพันธ์ไทย-พม่า ซึ่งเริ่มจะ คลอนแคลนอีกครั้ง หลังการปลดพลเอกขิ่น ยุ้นต์ จะหวนกลับไปสู่รอยเดิมคือไม่มีความไว้วางใจในกันและกัน ดังตัวอย่างข่าวที่ออกมาในระยะหลังที่รัฐบาลพม่าเริ่มค่อนแคะกระแนะกระแหนว่า “ประเทศเพื่อนบ้าน” ของพม่าอาจจะมีส่วนพัวพันกับการวางระเบิดครั้งนี้ (ผู้จัดการรายวัน, 10 พ.ค. 2548 และ Bangkok Post, 16 May 2005) ซึ่งโดยนัยของข่าวแล้วดูเสมือนว่า รัฐบาลพม่าในปัจจุบันจะไม่มีความเกรงใจรัฐบาลไทยเอาเสียเลย เพราะการกล่าวพัวพันถึงไทยในลักษณะเช่นนี้ เสี่ยงต่อการทำความสัมพันธ์ไทย-พม่าให้เลวลงได้ ซึ่งรัฐบาลพม่ารู้ดีว่าการกล่าวหาจะทำให้ไทยไม่พอใจแต่ก็ยังตั้งใจที่จะทำให้ไทยระคายเคือง

เมื่อเป็นเช่นนี้ก็เป็นสิ่งที่จะต้องติดตามดูกันต่อไปว่า สถานการณ์ความสัมพันธ์ไทย-พม่าหลังการระเบิดที่ย่างกุ้งจะเป็นอย่างไร แต่หากพิจารณาดูเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้น ทั้งก่อนหน้าที่จะมีการวางระเบิดในวันที่ 7 พฤษภาคม และหลังจากนั้น ดูเหมือนว่าจะไม่ค่อยมีนิมิตหมายที่ดีเท่าใดนัก เริ่มตั้งแต่การสู้รบระหว่างรัฐบาลพม่าและกองกำลังว้าแดงกับกองกำลังไทยใหญ่ บริเวณชายแดนไทยภาคเหนือ ในวันที่ 15 เมษายน การยกเลิกการเจรจากับกองกำลังกะเหรี่ยง และมีข่าวว่าอาจจะมีการสู้รบกันอีกระหว่างกะเหรี่ยงพุทธ (พันธมิตรของรัฐบาลพม่า) กับกะเหรี่ยง KNU อีกครั้ง ในบริเวณชายแดนไทยด้านจังหวัดตาก เหตุการณ์ความไม่สงบบริเวณชายแดนไทย-พม่าเหล่านี้ จะส่งผลกระทบต่อโครงการความร่วมมืออิระวดี-เจ้าพระยา-แม่โขง (ACMECS) ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างไทย พม่า ลาว และกัมพูชา ที่นายกรัฐมนตรี พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร ได้ริเริ่มไว้เมื่อปี 2003 โดยครั้งนี้ฝ่ายพม่าจะอ้างได้ว่าสถานการณ์ชายแดน ยังไม่เหมาะสมต่อความร่วมมือใดๆ ทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาอุตสาหกรรมในเขตชายแดน รวมทั้งการสร้างถนนหนทางเชื่อมพม่ากับไทย การลงทุนต่างๆ อาจถูกชะลอตัวให้ช้าลง ที่เห็นเป็นรูปธรรมชัดเจนในขณะนี้คือ ในส่วนของความสัมพันธ์ด้านการค้าบริเวณชายแดนที่เริ่มซบเซาลงมาก เพราะนักธุรกิจไม่แน่ใจในความปลอดภัย

โดยสรุปจึงกล่าวได้ว่าสถานการณ์การระเบิดที่ย่างกุ้งเมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม 2005 มีสัญญานหลายอย่างที่บ่งบอกว่า ความสัมพันธ์ไทย-พม่าจากนี้ไปอาจจะไม่ราบรื่นอย่างที่ใครบางคนคิดก็เป็นได้

Keywords : ระเบิดที่ย่างกุ้ง, ความสัมพันธ์ไทย-พม่า, พรพิมล ตรีโชติ
  
May 27, 05   




ศูนย์โลกสัมพันธ์ไทย สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ชั้น 7 อาคารประชาธิปก-รำไพพรรณี ถนนพญาไท ปทุมวัน กรุงเทพฯ 10330
โทรศัพท์ 0-2218-7464, 0-2218-7466 โทรสาร 0-2255-1124

Thai World Affairs Center, Institute of Asian Studies, Chulalongkorn University
7th Floor, Prajadhipok-Rambhai Barni Building, Phyathai Road, Bangkok 10330 Thailand
Tel: +66 (0) 2218-7464, 2218-7466 Fax: +66 (0) 2255-1124

E-mail: info@thaiworld.org
Website: http://www.thaiworld.org